143lw's profileคนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกก...PhotosBlogListsMore Tools Help

คนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน

143lw นิติศาสตร์ขาดรัก

Occupation
Interests
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

Custom HTML

No content has been added yet.
No list items have been added yet.
Photo 1 of 13
February 11

ฎีกาคาสสิค

"...เห็นว่า ความรัก เป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความผิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียวมิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง..."

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๘๓/๒๕๔๖ ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเสริม สาครราษฎร์ จำเลย
(กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล สุรชาติ บุญศิริพันธ์ กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์)

 

เมียได้ยินหมาเห่า ลุกออกไปแอบดู
สามีรู้สึกตัวทีหลัง...เห็นเมียนึกว่าโจร
เอามีดโต้ยาวฟันร่างเละ..
สุดท้าย..ขาดใจคาอ้อมกอดสามี
อ่านทีไร..ปิดหนังสือถอนหายใจทุกที

 

สามีเหวี่ยงกรรไกรหยอกเมียปรากฎว่าผีผลัก กรรไกรโดนอะไรจำไม่ได้แต่เมียตายคาที่ ล้อเล่นเปงประมาท

ฎีกาที่ว่า จำเลยเป็นผู้หลอกผู้เสียหาย ไปที่กระท่อมร้างแล้วพวกของจำเลยที่รออยู่สองคนได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยขณะที่พวกของจำเลยผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนผู้เสียหาย จำเลยร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แม้จำเลยจะไม่ได้ลงมือข่มขืน จำเลยก็มีความผิดฐานเป็นตัวการในความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง (ทำไมใจบุญสุนทานขนาดนี้ หรือว่า หน้าโง่)

ที่ 2754-2755 การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์คือมันสำปะหลังให้โจทก์ร่วม หมายถึง มันสำปะหลังที่จำเลยลักเอาไปจากโจทก์ร่วมเท่านั้น แม้โดยสภาพมันสำปะหลังจะเป็นสังกมะทรัพย์ จำเลยก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับโจทก์ร่วมไปขุดมันสำปะหลังจากไร่ของจำเลย เมื่อจำเลยไม่คืนมันสำปะหลังที่ลักเอาไปให้โจทก์ร่วมตามคำบังคับ โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับยึดทรัพย์ของจำเลยมาขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมได้

ตำรวจจับ นาย ก. เพราะไม่ยืนเคารพธงชาติ พวกของนาย ก. เข้ามาช่วย เป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย

341/2512 พลทหารมีหน้าที่ขับรถ ย่อมมีหน้าที่รักษาน้ำมันรถด้วย ถ้าให้คนอื่นดูดน้ำมันในรถไปโดยรับเงินไว้เป็นการส่วนตัวเป็นความผิดฐาน จพง. ยักยอกทรัพย์ (ป.อ. มาตรา 147)

.12482/47 จำเลยและผู้เสียหายเคยมีสัมพันธ์กันมาก่อนแต่ได้ห่างกันไป ต่อมาจำเลยบุกเข้าไปกอดจูบผู้เสียหายอย่างเคย แต่ผู้เสียหายไม่พอใจจึงแจ้งความ ศาลฎ.ว่าเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อญ.ที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาการกระทำจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและอนาจาร โอ้ความรักความใคร่

ไปตามหาภริยาที่บ้านผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายบอกว่าภริยาจำเลยไม่อยู่ จำเลยไม่เชื่อจึงเอาวิทยุของผู้เสียหายไปโดยบอกว่าถ้าภริยาจำเลยกลับบ้านแล้วจะคืนให้ แต่ระหว่างทางเปิดฟังวิทยุได้ยินเพลงเมียพี่มีชู้่ เกิดความโกรธจึงขว้างวิทยุลงพื้นแล้วใช้เท้ากระทืบวิทยุพังเสียหาย เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไม่ผิดฐานลักทรัพย์

ฟันแท้หัก 3-4 ซี่ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าฟันที่เหลืออยู่ใช้เคี้ยวอาหารไม่ได้ มิฉะนั้นก็ไม่เป้นอันตรายสาหัส (749/15) แต่ถ้าฟันหักไปหลายซี่ จนทำให้เคี้ยวอาหารไม่ได้ไปแถบหนึ่ง เป็นอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. 297 (630/09 ญ.)

จำเลยกับผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กัน โดยระหว่างที่จำเลยกับผู้ตายจะสำเร็จความใคร่ มือของจำเลยไปกดที่คอผู้ตาย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

เจ้าพนักงานตำรวจเรียกจำเลยมาสอบถาม แต่จำเลยกลับให้ของลับแก่เจ้าพนักงาน เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ฎีกานี้สิ.... ไปยืนฉี่ข้างรถ ปรากฎว่าเจ้าของมาพบ เจ้าของเลยตบบ้องหู คนยืนฉี่ทำร้ายตอบ อ้างป้องกันไม่ได้ 555

ฎีกาเรื่อง ขอแจมด้วยคน
จำเลยแก้ผ้าเดินไปหาผู้ตายหมายจะข่มขืน ผู้ตายยืนพิงกันตกบนดาดฟ้าซึ่งสูงเพียงขาโดยผู้ตายอยู่ในสภาพที่เปือยท่อนล่างอยู่ จำเลยพูดให้ผู้ตายยอมตน แต่ผู้ตายบอกว่ายอมให้ศาล(ไพศาล)คนเดียว คนอื่นไม่ยอม
เมื่อจำเลยจะเข้าไปข่มขืนผู้ตาย ผู้ตายได้ถอยหลังมาจนติดผนังกันตกดาดฟ้า จนล่วงลงมาเสียชีวิต ศาลฎีกาลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล ไม่ใช่ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย


January 11

ประวัติลงนิดส์

ประวัติ
ชื่อ พจน์ นามแฝง 143lw , lw027
ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านนาตะกุด
มัธยมศึกษา โรงเรียนเมืองศรีเทพ
ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผลงานในอดีต
รองหัวหน้าฝ่ายเหรัญญิก
นักเรียนเรียนดี
อบรมสาธารณสุข
หัวหน้าห้อง ม.3 ม.5 ม.6
4.00 ม.3 เทอม 2
อบรมหลักสูตรผู้นำนักเรียนที่ศึกษาสงเคราะห์เพชรบูรณ์ ม. 4เทอม 2
ประธานนักเรียนโรงเรียนเมืองศรีเทพ เมื่อ ม.5
สำเร็จการศึกษานักธรรมตรี โท เอก
หัวหน้าหมวด 3 นักศึกษาวิชาทหารสามปีซ้อน ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนศรีเทพประชาสรรค์
หัวหน้านักเรียนวิชานักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนเมืองศรีเทพ
อบรมวิศวะบริการ 14 ที่มอเกษตรบางเขน ม.5
อบรมคุ้มครองผู้บริโภคโรงแรมโฆษิตฮิล
เข้าร่วมพิธีสวนสนามที่หนองไผ่
สำเร็จการศึกษานักศึกษาวิชาหทารเข้าค่ายที่ป่ามะขาม เพชรบูรณ์
จบมอ 6 gpa 3.34 pr 99.5
รองประธานนักเรียน ม.6
อบรมเกี่ยวกับท้องถิ่นโดยอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
ดีเจเสียงตามสายเวลากลางวัน
เจ้าหน้าที่สหกรณ์โรงเรียนขายไอศครีม
ริเริ่มโครงการพี่ช่วยน้องแต่ล่ม
โครงการให้รางวัลแก่ห้องเรียนดีเด่น
ช่วยเหลืองานพุทธศาสนาในส่วนเริ่มต้นสร้างวัดป่าธรรมสถานบ้านนาตะกุด
ชอบเล่นบาสเล่นตั้งแต่ ม.3 เวลากลางวันและตอนเย็นๆ ตอนมอปลาย
กีฬาชนิดแรกที่เล่นได้คือแบตมินตัน
โควต้านิตอศาสตร์รุ่น 3
นิสิตดีเด่นปี 1 ด้านความประพฤติ
นิสิตดีเด่นด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตร สร้างเว็บบอร์ดคณะนิติจนปิดไปแล้วเพราะมีปัญหา
เริ่มคิดจะทำเว็บไซด์ตั้งแต่ปี 1 และทำเป็นในระหว่างปี 1กับปี 2 ด้วยการเริ่มจากเขียนไดอารี
ทำชมรมยูนิเวฟโดยพี่แอร์ชวนไปออกค่ายที่คลองหนองเหล็ก และยุบเมื่อปี 3 ตอนเป็นรองประธาน
ทำชมรมนักศึกษาวิชาทหารเป็นรองและยุบไปรวมกับชมรมส่วนกลางของศูนย์ฝึก
เข้าร่วมชมรมไอทีแมนและปัจจุบันกลับสังกัดอยู่ชมรมไอทีแมนเพื่อช่วยให้ความรู้
เป็นทีเอน้องปี 1ปีนี้ที่ซิทคอม
ฝึกงานที่อัยการเขตสำนักงานคดีปกครอง
สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนพาราเซลรุ่นพิเศษ 3 ปี49
สำเร็จการศึกษานักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 5 ปี 50
บวชปี 50  1 เดือนกับ 15 วัน
การท่อเเท่ยว
ไปเขาพระวิหารที่เขมรส่ง ผอ.และดูงานที่เขื่อราศรีไสลศรีษะเกษ
ไปโรงงานซันเน็กหนองม่วงลพบุรีเพื่อส่งไก่ช่วงตอนเด็กๆ
ไปขายของตลาดนัดที่ยางรากลพบุรีวันเสาร์และที่วังตาอินท์ลพบุรี
ไปดรีมเวิลสามรอบ
ไปมอเกษตรเรียน   ธุรกิจบัณฑิตสอบร้อย ทอ. 2ปี รามฯสอบร้อยจปร.
ไปดูงานที่มอชอ วัดช้างให้ สวนสมเด็จพระ...
ไปมอบูรพาหาดบางแสนชลบุรี
ไปคลองสามรังสิตพักก่อนเข้าเรียนที่มอเกษตร
ไปเขาหลวงสุโขทัยตอนเรียน น.ศ.ท ปี 5
ไปภูกระดึงตอนจบปีการศึกษาชั้นปีที่ 6
ไปดูคุกที่กำแพงเพชรหลังจากที่มีการเปิดศูนย์อบรมพัฒนาจิต  ไปดูค้างคาวที่วัดเขาหน่อเขาแก้ว และบึงนกน้ำ บึงบอระเพชรนครสวรรค์  วัดเขากบ ไปดูสันติอโศกที่ไพสาลีนครสวรรค์
ไปดูวัดอินทรวิหารหลวงพ่อโตศรีอารยเมตตรัย  พระบรมมหาราชวัง วัดพระเชตุพล
ไปรับปริญญาพี่สวนอัมพรสวนสัตว์ดุสิต 
ไปนมัสการพระธาตุหริภูญไชยที่ลำพูนและเที่ยวลำปาง
ไปเที่ยวบ้านแก่งอุตรดิตถ์
ไปมาเลย์เซียเมื่อเร็วๆนี้ดูมอทักษิณสงขลาพัทลุง เที่ยวอ่าวมะนาว ไปดูมหาลัยของมาเลเซียและวัดปลายละไมทำกิจกรรมในเครือเทางาม
ไปดูวัดต่างๆที่ชัยภูมิเมื่อปี 50 
ไปรับน้องบอร์ดรุ่นสุดท้ายที่มอเกษตร
รองพี่บ้านบ้าน 10 บิกินิ่งแค้มตอนปี 2 ถือวอ
สวัสดิการบ้าน เอ ปี3 บิกินนิ่งแค้ม
ปี 1อยู่บ้านเอฟ เพลงประจำร้องว่า...อุ้ยผู้ชาย อุ้ยผู้ชายๆๆ ผู้ชายหล่อๆ หล่อๆมารอชั้นเร้ว
แข่งขันกีฬาฟุตบอลสานความสัมพันธ์กับชัยภูมิ ม.6
แข่งฟุตบอลสัมพันธ์ไทยมาเลเชีย ปีขวาจอมซุ่มซ่าม
เวลาว่างชอบทำเว็บศึกษาหาความรู้ในห้องสมุด ถ่ายรูป  เล่นปิงปอง  เขียนบทความ เขียนข่าวให้มอนอดอทคอม
ผลงานเลื่องลือ ก็ข่าวน้ำท่วมไง ทำไปได้
พอแต่นี้ก่อนเอิกๆ
December 11

ใกล้ถึงเทศกาลรับปริญญาแล้ว

เผลอแปปๆก็จะรับปริญาญาแล้วมอนอจะสวยขึ้นผิดหูผิดตาอีกครั้ง    ปีนี้จะทดลองเป็นตากล้องถ่ายรูปรับปริญญาเป็นปีแรก   ป้าพยาบาลผู้โชคร้าย  อิๆ  ยังไงจะพยายามสุดฝีมือครับท่าน
 
November 25

ออกนอกระบบ

พอรู้ข่าวก็จ้าละหวั่นกันเลยหลายคนเด้กมอนอเราออกนอกระบบแล้ว  แต่บางคนไทม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรกับเขาก็มันเป็นซะอย่างนี้แล้วสังคมจะเจริญได้ยังไงกันล่ะพี่น้องปัญหาจะตามมาอีกเท่าไหร่ถ้าเราไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้กันบ้าง  ขอให้ทุกคนที่พยามยามที่จะทำทุกสิ่งให้มันดีขึ้นและดีที่สุดให้อยู่ได้อย่างมีความสุข   คนที่คิดถึงคนอื่นก่อนแม้จะตายก่อนก็จงอย่าได้เสียดายชีวิตของท่านเองเลย  อย่างน้อยเวลาตายก็ไม่ทำให้แผนดินสูงขึ้นเพราะเศษซกศพดอก  เห็นหลายคน ออกมาเรียกร้องเพื่อคนอื่นแค่นี้ก็ยังดีใจที่ยังมีคนประเภทนี้อยู่  ขอทุกท่านจงทำหน้าที่ของตนเองต่อไปLeft hugRight hug

July 12

นานๆมาอัพเรื่องบ้านเมือง

ตอนนี้กฎหมายคลอดวันเว้นวันเลย  ไม่รู้อะไรต่ออะไรนักหนา  เพราะปัญหามันถาถมเข้ามาคนก็เลยคิดว่าต้องหาวิธีแก้  การจะแก้ได้ง่ายๆคงไม่มีจึงต้องสร้างเครื่องมือตัวหนึ่งที่เรียกว่ากฎหมาย  กฎหมายที่สร้างขึ้นมา  เปรียบเสมือนเครื่องมืออำนวยความยุติธรรมและใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมให้อยู่อย่างเป็นสุข  
กฎหมายที่ออกมาจำเป็นจะต้องมีเจตนารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนว่ากฎหมายที่ออกมาใหม่ๆมีแต่เจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา 
แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่า ปัญหาได้เกินน้ำหน้าสังคมไทยไปแล้ว  เพราะฉะนั้นมาตรการที่ใช้กฎหมายมาบังคับแล้วคิดว่าจะได้ผล  อาจจะเป็นการคิดผิด  ต้องแก้ที่ตัวบุคคล  เพราะปัญหามันอยู่ที่นั่น  แต่จะแก้ที่ตัวบุคคลเวลาเท่าไหร่จึงจะพอ  และคนที่ไม่ได้รับการเยียวยาในปัจจุบันจะเป็นแบบอย่างให้คนในอนาคตได้อย่างไร  ถ้าไม่มีต้นแบบที่ดี  คุณธรรมของคนยุคต่อไปก็จะเสื่อม  เนื่องจากขาดตัวอย่างที่ดีที่มีให้เห็น 
การจะแก้ไขปัญหาหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงจึงจำเป็นต้องมีมาตรการบังคับทุกๆทางไม่ใช่เพียงแต่การออกกฎหมายมาเท่านั้น  การสร้างสมดุลหรือที่เรียกว่าธรรมชาติให้เกิดมีอยู่ในสังคม  นั่นคือสิ่งที่กฎหมายปรารถนา   เพื่อที่จะให้คนที่ดียังมีกำลังที่จะต่อสู้เพื่อความดี   เราจำเป็นต้องออกกฎหมายมาฉบับ แล้วฉบับเล่า  ยิ่งคนขาดศีลธรรมมากเราก็ต้องสร้างกฎหมายขึ้นมามากเเพราะนั่นหมายถึงความเจริญของกฎหมายไปถึงที่สุดแล้ว
 
November 24

เพลงดีๆเพลงหนึ่ง

เสียตัวอย่าเสียใจ
(คาราบาว-ปาน)


: DISCLAIMER :
สำหรับการรับฟังเพลงบนอินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงและประชาสัมพันธ์เพลงของศิลปินเท่านั้น
ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและไม่มีบริการดาวน์โหลดเพลงใดๆ ทั้งสิ้น

* ลิขสิทธิ์ของเพลงแต่ละเพลง เป็นของเจ้าของลิขสิทธ์นั้นๆ
โปรดสนับสนุนผลงานของศิลปินที่ท่านชื่นชอบด้วยการซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์เท่านั้น *
 


มันเหมือนโนเหยียบลงกลางใจ
ความโหดร้ายที่ได้พบเจอ
คนรักของเธอทำลายหัวใจ
คำถามที่ฝังใจอยู่วันนี้
เธอไม่ดีที่ตรงไหน
ทำไมรักตอบแทนเธอด้วยน้ำตา

* ถ้าอยากจะร้อง ร้องไป
ร้องเพื่อขับไล่ความบอบช้ำ
หากช่วยทำให้ดีขึ้นมา
ให้ความรักโกงโกง
ที่เธอเคยหลงไปศรัทธา
ละลายกับน้ำตา ละยหมดไปสักที

** แค่ความสาวที่เสียให้เขาไป
เสียตัวอย่าเสียใจ ไม่นานก็หายดี
คุณค่าของเธอ อยู่ที่ใจ
มากกว่าผู้ชายพันธุ์นี้
เจ็บใจ หนึ่งที เปิดทาง
ให้คนดีดีเดินเข้ามา

ถ้ารู้ว่าเจอะคนร้ายร้าย
ใครก็คงไม่คิดทุ่มเท
เมื่อรักเกเรคงไม่เสียใจ
วันนี้ชีวิตที่ผิดที่ช้ำ
เป็นบทเรียนให้จำไว้
ให้ความรักต่อไปไม่เปลืองน้ำตา *,**

เขาเอาไปเพียงความสาว
หัวใจเรายังคงอยู่
กัดฟันเรียนรู้ด้วยหยดน้ำตา
กอดตัวเองไว้
เพราะไม่มีใครที่รักเราจริงยิ่งกว่า
จงลุกขึ้นมา เชิดหน้าเข้าไว้ **
October 06

เหตุปัติโย

ในวันที่ฉันรอเธอก็เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเธอคงจะรอฉันบ้าง

ในวันที่ฉันรักเธอก็เพราะคิดว่าสักวันเธอจะรักฉันบ้าง

ในวันที่ฉันปลอบใจเธอก็เพราะคิดว่าสักวันเธอจะปลอบใจฉันบ้าง

ในวันที่ยอมลดศักดิศรีตัวเพื่อคบเธอก็เพราะหวังว่าสักวันเธอคงจะยอมลลดศักศรีตัวเองเพื่อกลับมาคบฉันบ้าง

ในวันที่ฉันให้เธอไปหมดใจก็เพราะว่าสักวันเธอคงจะให้ฉันหมดทั้งใจบ้าง

ในวันที่ฉันดีพอสำหรับเธอก็เพราะคิดว่าว่าสักวันเธอจะดีพอกับฉันบ้าง

ในวันที่ฉันจีบเธอก็เพราะคิดว่าสักวันเธอคงจะจีบฉันบ้าง

ในวันที่ฉันห่วงใยก็เพราะคิดว่าสักวันเธอคงจะห่วงใยฉันบ้าง

+++++

จะไม่เรียกร้องให้เธอรัก   ฉันไม่อยากให้เธออ่อนแอ

ทิ้งฉันไว้แค่ในความทรงจำ  เหยียบย่ำมันด้วยคำพูด

หยุดความรักไว้ที่เขา  แล้วให้เราเป็นแค่เพียงความทรงจำสีจาง

+++++

สุดอ้างว้างกลางใจให้สะอื้น   ทุกวันคืนลุ่มร้อนใจให้ไหลหลง

ฝนซัดใจแหลกยับหลับไม่ลง  ขอเธอจงสุขีและปรีดา

คนที่รักหักร้างช่างน่าเศร้า  ก็เพราะเรามีหัวใจที่ไร้ค่า

ขอวันคืนจงผ่านเลยเวลา   สื้นชีวาแหลกร้างกลางใจลวง

++++++

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก  สายหมอกก็ย่อมที่จะจางไป 

ในเช้าใสๆของวันหนึ่ง จะมองเห็นความสวยงามอยู่เบื้องหน้า

ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร  ตะวันจะยังมีให้ฉันเห็นเสมอ

 

 

September 16

ระหว่างใจ

นานๆจะเล่านิทานให้ฟัง
การเดินทางของคนสามคนที่เดินไปพร้อมๆกัน ในขณะที่หนึ่งคนต้องเดินอยู่อีกฝั่งหนึ่งที่ตรงข้ามของคูคลองแต่ก็ยังมองเห็น กับคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างกาย 
เพราะระหว่างทางที่ผ่านมาเขาคอยประคองเธอเดินมาตลอดเวลาที่เธอเดินอย่างเดียวดาย  แต่เขาก็ต้องเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งไกลด้วยระยะทาง ห่างด้วยความรู้สึก  แต่ผูกพันธ์ด้วยความเข้าใจ ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เขาคือหนึ่งในใจเธอเสมอ   กับคนที่เดินข้างๆเธอในวันนี้เธอบอกด้วยสายตาเสมอว่าเธอรู้สึกดีๆให้  เพราะเธอไม่อยากเดินอย่างเดียวดายอีกแล้ว   จากคำสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งกันระหว่างเขากับเธอในระหว่างที่เดินไปตามฝั่งคลองนั้นเธอยังคงมองดูเขาอยู่เสมอด้วยความห่วงใย  และเธอนั่นเองที่ยังรู้สึกผิดเสมอกับคำพูดของตัวเอง แม้จะมีคนเดินข้างๆเธอก็หากเขาข้ามฝั่งมาหาเธอ เธอก็ยังพร้อมเสมอที่จะเดินเคียงข้างเขาไป  ในระหว่างทางที่เดินไปนั้นแม้เธอจะมีคนคอยเคียงข้างกายแต่ก็เติมไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม คนเคียงข้างกายเมื่อเห็นเธอสับสนกับการกระทำของตัวเธอเอง เพราะเข้าใจ จึงถามเธอไปว่า ความรู้สึกในใจของเธอนั้นเป็นอย่างไร  ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานที่เดินร่วมทางกันมาทำให้คนข้างๆเธอรู้สึกว่าเขาเป็นเพียง แค่คนที่เธอผ่านมาเจอไม่ได้สำคัญอะไรกับเธอนัก แต่ความรู้สึกของเธอแล้วก็รักผู้ชายคนนี้และอยากให้เขาเดินเคียงข้างกับเธอเสมอ ความสับสนในใจเธอเริ่มเพิ่มมากขึ้น  เธอคงเป็นผู้หญิงไม่ดีไม่เหมาะสมกับคนทั้งสอง  เธอคิดที่จะปล่อยมือชายทั้งสองแล้วโดดลงไปในคลองนั้น เธอโดดลงไปะพบชายอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังล่องแพผ่านมามาพาเธอขึ้นจากน้ำเธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบชายคนนั้นจึงถามคำถามแก่เธอไปว่า  หากความรักของเธอที่มีกับเขาคนนั้นเปรียบได้กับความดีแล้ว  การจะทำความดีมันยากใช่ใหม เธอบอกว่าใช่การที่จะรักใครสักคนมันยากยิ่งนักและยากยิ่งกว่าที่เขาจะรักเราตอบมาด้วย  เขาจึงถามเธอไปว่า ถ้าเปรียบการผิดต่อคนรักเป็นเหมือนบาป การที่เธอทอดทิ้งเขาแล้วเดินไปกับชายอื่นเช่นนี้มันเป็นปาบใช่ใหม  เธอตอบไปว่าใช่แล้วเธอทำเช่นนี้มันเป้นบาปติดในใจของเธอเสมอ เพราะเขามีแต่ช่วยเธอมาตลอดไม่เคยคิดทำร้ายเธอ แต่เธอเองกลับมาทำเช่นนี้เธอผิดกับเขามากกว่า ฉันจะรอเขากลับมา ฉันผิดเพียงนี้เขาจะทำอะไรกับฉันก็จะยอมทุกอย่าง  มันเป็นเหมือนบาปทำให้เธอทุกข์ใจ อยู่ตลอดเวลาเพราะระหว่างสองคนนั้นเธอก็รู้สึกกับเขาเท่าๆกัน  เพียงแต่วันนี้เธอได้เดินเคียงกับอีกคนหนึ่งและรู้สึกผิดต่อคำพูดของตน ความรู้สึกลึกๆของเธอยังจำคำมั่นสัญญาเสมอ  ชายดังกล่าวก็คิดว่าเพราะเธอเป็นคนดีจึงคิดแบบนี้แต่จุดอ่อนของคนดีอยู่ที่ความอ่อนแอของจิตใจไม่เด็ดขาดในตัวเอง จึงถามเธอไปอีกว่า เธอก็รู้จักบาปดีอยู่สัมผัสมันได้  สมมุติว่า ไปยิงนกตัวหนึ่งตกลงมากำลังบาดเจ็บ แต่ด้วยความเป็นคนดีจึงเกิดสงสาร มีความคิดที่จะฆ่านกกับปล่อยนกไป ถ้าจะเปรียบปาปมันกับการทำลายชีวิตนกสักตัวหนึ่ง อยากจะถามเธอว่าระหว่างฆ่านกให้ตายไปกับทรมาณนกนั้นด้วยวิธีต่างๆก่อนที่จะตาย เธอว่าอย่างใหนมันบาปมากกว่ากัน เธอบอกไปว่าแน่นอนอยู่แล้วที่ทรมาณนกต้องบาปมากกว่าก่อนที่จะตายแน่นอน  เขาบอกเธอไปว่า ถ้าเปรียบกับความรักของเธอเธอผิดคำพูดกับเขาแล้วไปกับชายอื่นเธอก็ผิดอยู่แล้ว แต่มันจะผิดมากไปยิ่งกว่าถ้าเธอไม่เลือกเดินไปกับคนที่อยู่ข้างๆเธอ เพราะเมื่อเธอผิดแล้วมันไม่อาจจะเป็นอย่างเดิมได้ถ้าขืนยังฝืนเดินกับเขาต่อไปความรู้สึกผิดในใจเธอยังจะมีมากขึ้น คงสักวันที่เธอจะต้องล้มลงเพราะเธออ่อนแรงจากใจของเธอเอง เปรียบเหมือนนกตัวน้อยที่กำลังจะตายซึ่งเธอก็เป็นคนยิงเอง เธอจะยังปล่อยให้นกอยู่ทั้งที่ยังรู้ถ้าอยู่ก็ทรมาณมากกว่าสู้เราช่วยให้ตายไปเลยทีเดียวเธอจะปาบน้อยกว่า ถ้าเธอปล่อยนกไปใครเห็นนกตัวนี้ก็จะตราหน้าว่าเธอเป็นคนยิง แนกตัวนี้คงทรมาณกับการมีชีวิตอยู่  เช่นนี้ถ้าเป็นเธอเธอจะทำอย่างไร  เธอบอกว่าเธออยากจะชดใช้ความผิดที่เธอทำไปอย่างนั้นหรือ  ด้วยการเก็บนกมาเลี้ยงป้อนข้าวป้อนน้ำ เพื่อใครจะว่าเธอไม่ได้ว่าเธอใจร้าย  กับนกตัวนั้น ถ้าอยากทำอย่างนั้นก็ตามใจเธอ  แต่ให้เธอคิดเสมอว่านกมันเจ็บแค้นและพยายามหาทางทำร้ายเธออยู่ให้เธอระวังตัวไว้ ถึงนกนั้นเป็นเพียงนกกระจอกไม่มีพิษภัยอะไรแต่ก็ใช่ว่ามันจะดีด้วยกับคนที่ยิงมันหรอกนะ  คนที่เธอรักก็เหมือนกันหากเธอทำผิดกับเขา  ถ้าเขารู้แล้วเขายังให้อภัยเธอได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความรู้สึกที่ดีให้เธอเหมือนเดิม  แม้เขาจะคอยช่วยเหลือเธอมาก่อน   แต่ครั้งนี้เขาเปลี่ยนไปเดินเส้นทางใหม่ ถ้าเขายังคงพะวงอยู่กับคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เขามองเห็นเขาจะไม่มีวันที่เดินกับคนข้างทางที่เขาเจอได้อย่างดี เพราะเขายังมีความหวังกับเธออยู่   ถ้าฆ่านกไปเลยอย่างน้อยก็แค่โดนว่าว่าใจร้าย ฆ่าสัตว์  แต่ถ้ายังเก็บมาเลี้ยง คนจะยิ่งว่าแม้จะเลี้ยงอย่างดีก็ตาม
ตอนนี้ได้เวลาที่จะเลือกเดินบนฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้ว  เธอจะขึ้นไปฝั่งใหน ฉันจะไปส่ง  เธอบอกว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะเป็นคนดีของใครสักคน ตอนนี้ใจเธอยังสบสน ชายคนนั้นจึงบอกเธอว่าถ้าเช่นนั้น ฉันจะหยุดแพไว้ตรงนี้ ให้เธอมองดูรอบๆตัวของเธอว่าเธอลืมมองไปข้างหน้าหรือป่าวขณะที่เธอมองดุแต่ความรู้สึกของเธอ  เธอเห็นดวงตะวันกำลังจะตกดินนั้นใหม  ทุกครั้งที่มันตกดินมันจะขึ้นมาอีกครั้งในยามเช้าเสมอ ขอเธอจงอย่าท้อกับทางที่จะเลือกเดินต่อไป 
August 25

พันธมิตรเพื่อตัวเอง

....สักวา คนตุลา ปีหนึ่งหก
ยามนี้ปก ป้องใคร ที่ไหนหวา
ในครานั้น ฉันไป ได้เรียนมา
ดูเหมือนว่า ท่านอยากไล่ ไอ้ทรชน
แล้ววันนี้ มีอะไร ให้ใจเปลี่ยน
ท่านหมุนเวียน เกิดตาย ตั้งหลายหน
ข่าวคราวนั้น ท่านตาย ตั้งหลายคน
แต่พอพ้น ผ่านมา หาตายเอย..( กว๊าก กวาก กว๋าง )

พวกท่านที่เสียชีวิตไปแล้วผมขอให้ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของท่านสู่สุขคติ

พวกท่านที่ยังไม่ตาย ไปอยู่กับเหลี่ยม ออกมาเสียเถอะครับ

พวกท่านที่ยังไม่ตาย ไม่ได้อยู่กับเหลี่ยม ออกมาเถอะครับ มาช่วยกัน
 
...หนามกุหลาบ ดอกสีชาด บาดนิ้วน้อย
ระเบิดพลอย ดังสนั่น ลั่นสยาม
พารากอน เซ็นทรัล นั้นรุกลาม
แต่ยังขาม เสียงระเบิด เถิดเทิงเอย...5 5 5
August 20

อีกนิด

 

อาการ : เมื่อเราติดไวรัสตัวนี้แล้ว จะทำให้เข้าวินโดว์ไม่ได้ เพราะมันจะถามรหัสผ่าน ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งเลย
การแก้ไข :

    1. ใส่รหัสผ่าน hacked เพื่อให้สามารถเข้าวินโดวส์ได้ เมื่อเราเข้าวินโดว์ได้แล้วเราก็มาฆ่าไวรัส
    2. หยุดการทำงานของ Flashy.exe โดย กด Ctrl+Alt+Delete แล้วเลือกคลิกFlashy.exe แล้วคลิก End Process ตรงมุมขวาล่างครับ
    3. เข้า regedit แต่ยังเข้าไม่ได้เพราะไวรัสมันปิดไว้เราก็ต้องใช้ตัว Unhookexec.inf เนี่ยแหละครับ ปลดล็อคมันก่อน โหลดได้จากลิ้งนี้ครับ http://securityresponse.symantec.com/avcenter/UnHookExec.inf เมื่อโหลดมาแล้วก็คลิกขวา แล้วเลือก Install
    4. จากนั้น ไปที่ Start--->Run พิมพ์ regedit แล้วเข้าไปลบคีย์ตามนี้ครับ

      * HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer ให้ลบNoFolderOptions ออกเลยครับ ไวรัสมันสร้างขึ้นมาครับ

      * HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced ให้ลบ HideFileExt

      * HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ให้ลบ Start

      * HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run ให้ลบ Flashy.exe ออก
    5. จากนั้น ไปลบ systemID.pif ที่Start Menu\Programs\Startup\systemID.pif
    6. ไปที่ Start--->Run พิมพ์ msconfig ไปที่แถบ startup เลือกติ๊กถูกหน้า systemID ออกครับ
    7. รีสตาร์ทเครื่องแล้วลองกด Ctrl+Alt+Delete ดูครับว่า Flashy.exe ยังมีอยู่ในนั้นไหม ไม่มีก็เสร็จครับ
    8. ต่อไปเราก็ต้องแก้ที่ไวรัสมันสร้างรหัสให้เราทำให้เวลาจะเปิดเครื่องต้องใส่รหัสทุกครั้ง
    • เข้าไปดูใน User accounts แล้วให้เราเข้าไปที่ User ที่ถูกเปลี่ยน Password (ส่วนใหญ่จะเป็น User ที่ชื่อ Administrator)
    • จากนั้นเลือก Change my password
    • ช่องแรกด้านบนสุด ให้ใส่ password ว่า hacked
    • ช่องที่ 2 และ 3 ต่อลงมาให้เว้นว่างไว้
    • ช่องที่ 4 สุดท้ายให้ใส่ข้อความอะไรก็ได้ แล้วดกปุ่ม Change Password
    1. หลังจากทำตามขั้นตอนเสร็จหมดแล้วให้ไปลบตัวไวรัสชื่อ Flashy.exe ใน C:\WINDOWS\system32 (ต้องเปิด Show hidden File ก่อนนะครับถึงจะเห็น)
    2. สำหรับไวรัสที่อยู่ในแฮนดี้ไดรว์นะครับ ให้เอาก๊อปงานออกมาแล้วก็ฟอร์แมทเลยครับ หากฟอร์แมทไม่ได้ก็ใช้โปรแกรมตามลิ้งข้างล่างฟอแมทเลยครับ หากท่านกลัวไวรัสจากแฮนดี้ไดว์ไปติดที่เครื่อง ผมไม่แน่ใจนะว่ามันจะคนละสายพันธุ์ไหม ที่ผมเจอถ้าเราไม่ไปคลิกที่ตัวไวรัสผมคิดว่ามันไม่ติดเครื่องนะครับ
    3. ลิ้งโหลดตัวช่วยformat flashdriveนะครับ
      www.unlimitpc.com/article/flashdrive/SP27213.exe
      http://www.savefile.com/projects/400096

อีกอัน

รู้สึกว่าช่วงนี้จะโดนกันทั่วหน้านะเนี่ย แต่พอว่าเราไม่โดน ;) ค่อยยังชั่วหน่อย แต่เขียนไว้ก่อน print แปะข้างฝา ไว้อาจจะโดนเข้าสักวัน -_-’

ไวรัส ชนิดนี้ ชื่อ Flashy.exe หรือ Backdoor.Glupzy โดยมันเป็นโทรจันที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านระดับ Administrator ของ Windows

พบเมื่อ July 21, 2006
ประเภท Trojan Horse
ขนาดไฟล์ 21.18 Kbytes
ระบบที่ได้รับผลกระทบ : Windows 2000, Windows 95, Windows 98, Windows Me, Windows NT, Windows Server 2003, Windows XP

ถ้าโดนเข้าแล้วให้ใช้
User name : Administrator
Password : hacked

เพื่อเข้าระบบครับ

ก่อนอื่นว่าเข้ากับอาการของเครื่องที่ติด Flashy.exe หรือเปล่า

- ไม่สามารถเรียกใช้ Task Manager, Registry Editor และFolder Option ได้ ไม่ว่าจะเรียกด้วยวิธีใด
- หากพยายามแก้ไขด้วยวิธีการทำ System Restore ถ้าเครื่องของเราได้ทำการตั้งรหัสเอาไว้ Flashy.exe จะทำการแก้รหัสของเราใหม่ ทำให้ไม่สามารถ Login เข้าเครื่องของเราได้อีกเลย
- Error นี้จะแสดงขึ้นมาทันทีเมื่อ ตรวจพบการใช้งาน Controller ของ Removeble Media ต่างๆ อยู่เฉยๆอาจจะปกติไม่มีอะไร แต่เมื่อเสียบ Card Reader เข้าไปก็จะโชว์ Error นี้ทันที
- เมื่อเสียบ Flash Drive เข้าไป หรือเสียบ Memory Card เข้าไปใน Card Reader แล้วหากว่า ใน Memory Card นั้นมี Folder อยู่ Folder เหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนให้ไปอยู่ใน สถานะ Hidden ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น Folder ของเราในนั้นได้
- หากว่าใน Memory Card หรือ Flash Drive ของเรามี Aplication อยู่ ( ที่มีนามสกุลว่า .exe ) Flashy.exe จะทำการปลอมชื่อตัวเองไปเป็นชื่อเดียวกัน Aplication นั้นๆ ทำให้เราเข้าใจว่าAplication ของเรากำลังเรียกใช้งานอยู่ตามปกติ
- จะมีการเขียนค่าลงใน Memory Card ที่เราไส่ลงไป และทำให้ตัวเองมีหน้าตาเหมือน Folder ( คล้ายๆเจ้า Brontok ) และเมื่อเราเอาไปใช้ที่ใหม่ เครื่องอื่นจะมองเห็นเป็น Folder ทำให้ User ไม่ทันระวังตัว พอดับเบิ้ลคลิกไปก็เท่ากับเป็นการรัน Virus เข้าเครื่องในทันที
- Virus ตัวนี้ไม่แพร่กระจายในเครือข่าย (คือไม่ใช่ อยู่ๆก็ไปเขียนค่าหรือ ติดตั้งตัวเองในเครื่องอื่นๆในวง Lan ของเรา มันจะอยู่แต่เครื่องที่มันอยู่เท่านั้น แต่ใช้ Flash Drive เป็นพาหะแทน)
- อาการจะแสดงผลในทันที ไม่รีรอค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่าง Brontok ..

ขั้นตอนการกำจัดไวรัส Flashy.exe

### ขั้นตอนการกำจัดไวรัสชื่อ Flashy.exe ทั้งหมด (1.-6.) ทำใน Safe Mode เท่านั้น

1. เราต้องทำให้เครื่องเราที่ ติด password อยู่ boot ให้ได้ก่อน ทำได้โดย
หาแผ่น Hirens BootCD 8.1 เข้าหัวข้อ pass…. เลือกข้อ 1. Act…
- โปรแกรม จะถามว่า patition เราอันไหน เราก็เลือกไป
- โปรแกรม จะถามว่า Account ที่จะล้าง pass อันไหน เราก็เลือกไป
- เสร็จแล้ว ออกจากโปรแกรม เราก็ reboot กด f8 เพื่อเข้า Safe Mode

2. เมื่อเข้า Safe Mode มาแล้ว
- คลิกขวาที่ My Computer > Properties > แท็บ System Restore > เลือก Turn off System Restore on all drives > OK

3. คลิกขวาที่ Task Bar > Task Manager (หรือ Ctrl+Alt+Del) > แท็บ Processes
- หาตัวที่ชื่อ Flashy.exe และ systemID.pif > End Process (กรณีถ้าตรวจพบ..)

4. เปิด Notepad แล้วก็อบปี้ข้อความด้านล่างไปวาง เซฟชื่อ killfrashy.bat
เมื่อเซฟเสร็จแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ killfrashy.bat เพื่อเรียกให้ไฟล์ดังกล่าวทำงาน

อ้างถึง
@ECHO OFF

REG delete HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System /v DisableRegistryTools /f
REG delete HKLM\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run /v Flashy Bot /f
REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v Hidden /t REG_DWORD /d 2
REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v HideFileExt /t REG_DWORD /d 0
REG add HKLM\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess /v Start /t REG_DWORD /d 2

5. ไปที่ Start Menu\ All Programs\Startup หา systemID.pif แล้วลบทิ้ง (คลิกขวา > Delete)
ไปที่ C:\WINDOWS\system หา Flashy.exe แล้วลบทิ้ง

6. จบขั้นตอนการกำจัด Flashy.exe > Restart เครื่อง

ต้องเข้าไปแก้ค่าใน regedit ด้วย

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer\"NoFolderOptions" = "1"
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced\"HideFileExt" = "1"
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced\"Hidden" = "2"
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess\"Start" = "4"

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- http://www.symantec.com/
- http://www.bbznet.com/

 


แก้ ไวรัสflashy

วิธีแก้ไข ไวรัส flashy.exe

เนื่องจากตอนนี้คอมพิวเตอร์ของมหาลัยศิลปากรเรา โดยเฉพาะเครื่องในห้องสมุด (ปล.เครื่องด้านนอกห้องคอมฯ ของห้องสมุดติดเกือบทุกตัว ขอบอก) ติดไวรัสตัวนี้ขนาดหนัก โดยเฉพาะคนที่ใช้ flash drive หรือ handy drive แบบต่างๆ เราก็เลยส่งวิธีแก้ไขแบบล่าสุดที่อ่านเจอมาให้ ถ้าเจอที่มันอัพเดทกว่านี้จะรีบส่งข่าวมาบอก

วิธีแก้โดยละเอียด

ขั้นตอนในการแก้ไขเวิร์ม Backdoor.Glupzy (Flashy.exe)
ขั้นตอนการกำจัดไวรัสตัวนี้
1. login เข้าใช้งานเครื่องด้วย
User name : Administrator
Password : hacked
2. 2. จากนั้นให้กดปุ่ม Alt+Ctrl+Del (หรือถ้าไม่ได้ก็ใช้ Ctrl+Shift+Esc) เพื่อเปิดหน้าจอ Windows Task Manager จากนั้นคลิ๊กเลือกแท็ป Processes จะเห็นว่ามีชื่อ Flashy.exe รันอยู่ ให้คลิกที่ Flashy.exe แล้วกดปุ่ม End Process เพื่อหยุดการทำงานของมัน
3. ทำการยกเลิกการใช้งาน System Restore (ดูที่ท้ายเอกสารนี้ : หัวข้อ "ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวินโดวส์ ME หรือ XP")
4. อัพเดตฐานข้อมูลไวรัสให้เป็นตัวล่าสุด
5. สแกนไวรัสในโหมด full system scan หรือ Custom Scan (โหมดที่สามารถเลือกได้ว่าจะสแกนไดร์ฟไหนบ้าง) โดยเลือกไดร์ฟของฮาร์ดดิสก์ทุกไดร์ฟในเครื่อง
6. เมื่อสแกนเสร็จแล้ว โปรแกรมจะลบหรือหยุดการทำงานของโทรจันตัวนี้ให้
7. copy คำสั่งข้างล่างเหล่านี้ลงใน notepad แล้ว save เป็นชื่อไฟล์ killflashy.bat ไว้ที่ Desktop แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไฟล์นี้

/************ killflashy.bat ****************/
@echo off

REG delete HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System /v DisableRegistryTools /f
REG delete HKLM\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run /v Flashy Bot /f
REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v Hidden /t REG_DWORD /d 2
REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v HideFileExt /t REG_DWORD /d 1
REG add HKLM\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess /v Start /t REG_DWORD /d 4
/****************************/

8. ไปที่ Desktop แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไฟล์ killflashy.bat แล้วรอสักครู่ให้เครื่องมือนี้ทำงานจนเสร็จ
9. ดาวน์โหลดไฟล์ "UnHookExec.inf" (
http://www.symantec.com/avcenter/venc/data/tool.to.reset.shellopencommand.registry.keys.html) ไว้ที่ Desktop
10. ไปที่ Desktop แล้วคลิ๊กเมาส์ปุ่มขวาที่ไฟล์ UnHookExec.inf แล้วเลือก Installรอสักครู่ให้เครื่องมือนี้ทำงานจนเสร็จ
11. ค้นหาไฟล์ที่ต้องลบทิ้ง โดยไปที่ Start > search > for Files or Folders
12. เมื่อปรากฏหน้าต่างขึ้นมาแล้วให้เลือกตัวเลือกเพิ่ม โดยคลิ๊กเลือกเพิ่มที่ "More Advanced options" แล้วคลิ๊กเลือกที่ "search hidden files and folders"
13. ให้พิมพ์ชื่อไฟล์ที่ต้องการค้นหาไฟล์ที่ต้องการลบคือ systemID.pif
14. โดยปกติไฟล์นี้จะฝังตัวไว้ที่ "C:\Documents and Settings\Administrator\Start Menu\Programs\Startup" เมื่อเจอแล้วให้ลบทิ้งไป
15. ไปที่ C:\WINDOWS\system (บางเครื่องอาจเป็น C:\WINNT\system)
16. หาไฟล์ Flashy.exe แล้วลบทิ้งไป
17. เข้าไปรีเซต password ของ Administrator ให้เป็นค่าเดิมที่เคยใช้ หรือถ้าไม่เคยเซต password ไว้ก็ควรจะเซตไว้ (ที่แน่ใจว่าไม่ลืมง่าย ๆ)
18. restart เครื่อง แล้วทดลองเข้าใช้งานปกติ
การป้องกัน
1. ให้ติดตั้งโปรแกรมอุดช่องโหว่ (patch)
2. เข้าไปรีเซต password ของ Administrator ให้เป็นค่าเดิมที่เคยใช้ หรือถ้าไม่เคยเซต password ไว้ก็ควรจะเซตไว้ (ที่แน่ใจว่าไม่ลืมง่าย ๆ)

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวินโดวส์ ME ใช้ backup utility สำหรับ backup ไฟล์โดยอัตโนมัติไว้ที่โฟลเดอร์ C:\_Restore ดังนั้นไฟล์ที่ติดเชื้อสามารถถูกเก็บไว้เป็นไฟล์ backup ได้ และ โปรแกรมป้องกันไวรัสจะไม่สามารถลบไฟล์เหล่านี้ได้ จึงต้องทำการยกเลิกการใช้งาน Restore Utility ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer บน Desktop และ เลือก Properties
2. เลือกแถบ Performance
3. กดปุ่ม File System
4. เลือกแถบ Troubleshooting
5. ใส่เครื่องหมายเลือก "Disable System Restore"
6. กดปุ่ม Apply
7. กดปุ่ม Close
8. กดปุ่ม Close อีกที
9. เมื่อมีหน้าต่างขึ้นมาถามว่าจะรีสตาร์ทเครื่องหรือไม่ ให้กด Yes
หมายเหตุ: ตอนนี้ Restore Utility ถูกยกเลิกแล้ว
10. หลังจากสแกนไวรัสเรียบร้อยแล้วก็รีสตาร์ทเครื่องให้ใช้งานได้ตามปกติ

หมายเหตุ: การเปิดใช้ Restore Utility อีกครั้ง ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1-9 และในขั้นตอนที่ 5 ให้ยกเลิกเครื่องหมายที่เลือก "Disable System Restore" ออก
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวินโดวส์ XP ใช้ backup utility สำหรับ backup ไฟล์โดยอัตโนมัติไว้ที่โฟลเดอร์ C:\_Restore ดังนั้นไฟล์ที่ติดเชื้อสามารถถูกเก็บไว้เป็นไฟล์ backup ได้ และ โปรแกรมป้องกันไวรัสจะไม่สามารถลบไฟล์เหล่านี้ได้ จึงต้องทำการยกเลิกการใช้งาน Restore Utility ตามขั้นตอนดังนี้
11. คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer บน Desktop และ เลือก Properties
12. เลือกแถบ System Restore
13. ใส่เครื่องหมายเลือก "Turn off System Restore" หรือ "Turn off System Restore on all drives"
14. กดปุ่ม Apply
15. กดปุ่ม Yes
หมายเหตุ: ตอนนี้ Restore Utility ถูกยกเลิกแล้ว
16. หลังจากสแกนไวรัสเรียบร้อยแล้วก็รีสตาร์ทเครื่องให้ใช้งานได้ตามปกติ

หมายเหตุ: การเปิดใช้ Restore Utility อีกครั้ง ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1-5 และในขั้นตอนที่ 5 ให้ยกเลิกเครื่องหมายที่เลือก "Turn off System Restore" ออก

แก้ไวรัสแอนดีไดร์ฟ

ชื่อไวรัส: Backdoor.Glupzy is a Trojan horse that changes the administrator password on the compromised computer.

- ขั้นตอนการกำจัดไวรัสชื่อ Flashy.exe ทั้งหมด (1.-6.) ทำใน Safe Mode เท่านั้น

- ส่วนเรื่อง password ให้ไปที่ User account ใน Controlpanel เลือก Change Password ช่องแรก พิมพ์รหัส hacked ลงไป ช่องทื่ 2 กับ 3 ที่ให้ระบุรหัสใหม่ ไม่ต้องใส่อะไร (โหมดปกติ)

อาการของเครื่องที่ติด Flashy.exe

- ไม่สามารถเรียกใช้ Task Manager, Registry Editor และFolder Option ได้ ไม่ว่าจะเรียกด้วยวิธีใด

- หากพยายามแก้ไขด้วยวิธีการทำ System Restore ถ้าเครื่องของเราได้ทำการตั้งรหัสเอาไว้

Flashy.exe จะทำการแก้รหัสของเราใหม่ ทำให้ไม่สามารถ Login เข้าเครื่องของเราได้อีกเลย

- Error นี้จะแสดงขึ้นมาทันทีเมื่อ ตรวจพบการใช้งาน Controller ของ Removeble Media ต่างๆ

อยู่เฉยๆอาจจะปกติไม่มีอะไร แต่เมื่อเสียบ Card Reader เข้าไปก็จะโชว์ Error นี้ทันที

- เมื่อเสียบ Flash Drive เข้าไป หรือเสียบ Memory Card เข้าไปใน Card Reader แล้ว

หากว่า ใน Memory Card นั้นมี Folder อยู่ Folder เหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนให้ไปอยู่ใน สถานะ Hidden ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น Folder ของเราในนั้นได้

- หากว่าใน Memory Card หรือ Flash Drive ของเรามี Aplication อยู่ ( ที่มีนามสกุลว่า .exe ) Flashy.exe จะทำการปลอมชื่อตัวเองไปเป็นชื่อเดียวกัน Aplication นั้นๆ ทำให้เราเข้าใจว่าAplication ของเรากำลังเรียกใช้งานอยู่ตามปกติ

- จะมีการเขียนค่าลงใน Memory Card ที่เราไส่ลงไป และทำให้ตัวเองมีหน้าตาเหมือน Folder ( คล้ายๆเจ้า Brontok ) และเมื่อเราเอาไปใช้ที่ใหม่ เครื่องอื่นจะมองเห็นเป็น Folder ทำให้ User ไม่ทันระวังตัว พอดับเบิ้ลคลิกไปก็เท่ากับเป็นการรัน Virus เข้าเครื่องในทันที

- Virus ตัวนี้ไม่แพร่กระจายในเครือข่าย (คือไม่ใช่ อยู่ๆก็ไปเขียนค่าหรือ ติดตั้งตัวเองในเครื่องอื่นๆในวง Lan ของเรา มันจะอยู่แต่เครื่องที่มันอยู่เท่านั้น แต่ใช้ Flash Drive เป็นพาหะแทน)

- อาการจะแสดงผลในทันที ไม่รีรอค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่าง Brontok ..

ขั้นตอนการกำจัดไวรัส Flashy.exe

1. เราต้องทำให้เครื่องเราที่ ติด password อยู่ boot ให้ได้ก่อน ทำได้โดย

หาแผ่น Hirens BootCD 8.1 เข้าหัวข้อ pass.... เลือกข้อ 1. Act...

- โปรแกรม จะถามว่า patition เราอันไหน เราก็เลือกไป

- โปรแกรม จะถามว่า Account ที่จะล้าง pass อันไหน เราก็เลือกไป

- เสร็จแล้ว ออกจากโปรแกรม เราก็ reboot กด f8 เพื่อเข้า Safe Mode

2. เมื่อเข้า Safe Mode มาแล้ว

- คลิกขวาที่ My Computer > Properties > แท็บ System Restore > เลือก Turn off System Restore on all drives > OK

3. คลิกขวาที่ Task Bar > Task Manager (หรือ Ctrl+Alt+Del) > แท็บ Processes หาตัวที่ชื่อ Flashy.exe และ systemID.pif > End Process (กรณีถ้าตรวจพบ..)

4. เปิด Notepad แล้วก็อบปี้ข้อความด้านล่างไปวาง เซฟชื่อ killfrashy.bat

เมื่อเซฟเสร็จแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ killfrashy.bat เพื่อเรียกให้ไฟล์ดังกล่าวทำงาน

--------------------------------------------------------

@ECHO OFF

REG delete HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System /v DisableRegistryTools /f

REG delete HKLM\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run /v Flashy Bot /f

REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v Hidden /t REG_DWORD /d 2

REG add HKCU\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced /v HideFileExt /t REG_DWORD /d 0

REG add HKLM\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess /v Start /t REG_DWORD /d 2

--------------------------------------------------------

5. ไปที่ Start Menu\ All Programs\Startup หา systemID.pif แล้วลบทิ้ง (คลิกขวา > Delete) ไปที่ C:\WINDOWS\system หา Flashy.exe แล้วลบทิ้ง

6. จบขั้นตอนการกำจัด Flashy.exe > Restart เครื่อง

เพิ่มเติม

ต้องเข้าไปแก้ค่าใน regedit ด้วย

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer\"NoFolderOptions" = "1"

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced\"HideFileExt" = "1"

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced\"Hidden" = "2"

HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess\"Start" = "4"









--------------------------------------------------------------------------------





Brontok ยังแก้กันยังไม่หมดเลยตัวใหม่มาอีกแล้ว
ไวรัสตัวนี้ร้ายที่สุดทำงานเร็วที่สุดเท่าที่กระผมเคยเจอมาครับ ที่สำคัญติดง่ายมาก ร้ายกว่าไอ้เขียวอีก(Brontok)อีกครับแถมไม่มีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวไหนจัดการได้แบบอยู่หมัด ป่านดีใจครับที่เป็นคนแรกที่หาทางแก้ไขได้ใน3คืน(ไม่ได้นอนเลยครับ)ป่านเอาเครื่องคอมของตัวเองทดลองเชียวนะครับ ลองเข้าGoogleค้นคำว่าFlashy.exe.สิครับจะเห็นว่ามีคนโพสขึ้นมาถามเพียบเลยครับฝากเอาเวบนี้โพสด้วยนะครับเมื่อเราติดไวรัสตัวนี้แล้ว จะทำให้เข้าวินโดว์ไม่ได้ครับ
เพราะมันจะถามรหัสผ่าน ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งเลย
แล้วรหัสผ่านที่ว่ารหัสคือ hacked
เมื่อเราเข้าวินโดว์ได้แล้วเราก็มาฆ่าไวรัสกันครับ
อันดับแรกเราหยุดการทำงานของมันก่อนครับ
กด Ctrl+Alt+Delete แล้วเลือกคลิกFlashy.exe แล้วคลิก End Process ตรงมุมขวาล่างครับ
แล้วตอนนี้มันก็หยุดการทำงานแล้วครับ ต่อไปเราต้องเข้าregedit แต่ยังเข้าไม่ได้เพราะไวรัสมันปิดไว้เราก็ต้องใช้ตัUnhookexec.inf เนี่ยแหละครับ ปลดล็อคมันก่อน โหลดได้จากลิ้งนี้ครับ
http://securityresponse.symantec.com/avcenter/UnHookExec.inf




เมื่อโหลดมาแล้วก็คลิกขวา แล้วเลือก Installครับ
แล้ว ไปที่ Start--->Run พิมพ์ regeditแล้วเข้าไปลบคีย์ตามนี้ครับ
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer\ ด้านขวามือ --------> NoFolderOptions
ลบNoFolderOptions ออกเลยครับ ไวรัสมันสร้างขึ้นมาครับ

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced\ ด้านขวามือ --------> HideFileExt
ลบ HideFileExt

HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\SharedAccess ด้านขวามือ -------->Start
ลบ Start

HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run ด้านขวามือ --------> Flashy.exe
ลบ Flashy.exe ออกครับ

แล้วไปลบ systemID.pif ที่Start Menu\Programs\Startup\ systemID.pif
ลบ systemID.pif ออกเลยครับ

ไปที่ Start--->Run พิมพ์ msconfig ไปที่แถบ startup เลือกติ๊กถูกหน้าsystemID ออกครับ

แล้วรีสตาร์ทเครื่องแล้วลองกด Ctrl+Alt+Delete ดูครับว่าFlashy.exeยังมีอยู่ในนั้นไหม ไม่มีก็เสร็จครับ

ต่อไปเราก็ต้องแก้ที่ไวรัสมันสร้างรหัสให้เราทำให้เวลาจะเปิดเครื่องต้องใส่รหัสทุกครั้ง

ผมลองเข้าไปดูใน User accounts แล้วไม่เห็นมีให้เรารีมูฟรหัสผ่านเลยตอนนี้ผมยังแก้เอารหัสออกไม่ได้ครับ แต่ก็แก้ให้ไม่ต้องใส่รหัสทุกครั้งได้ครับ โดยการ
เข้า Run พิมพ์ regedit แล้วไปตามนี้ครับ
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion\Winlogon]
แก้สตริงคีย์ตามนี้ครับหากไม่มีก็คลิกขาวเลือก New-->String value
ตามนี้ครับ

"AutoAdminLogon"="1"
"DefaultUserName"="ชื่อผู้ใช้อะครับ"
"DefaultPassword"hacked"

หลังจากทำตามขั้นตอนเสร็จหมดแล้วให้ไปลบตัวไวรัสชื่อFlashy.exe ใน C:\WINDOWS\system32 ต้องเปิด Show hidden File ก่อนนะครับถึงจะเห็น เพราะไวรัสตัวนี้มันซ่อนอยู่

สำหรับไวรัสที่อยู่ในแฮนดี้ไดว์นะครับ ให้เอาก๊อปงานออกมาแล้วก็ฟอแมทเลยครับ หากฟอร์แมทไม่ได้ก็ใช้โปรแกรมตามลิ้งข้างล่างฟอแมทเลยครับ หากท่านกลัวไวรัสจากแฮนดี้ไดว์ไปติดที่เครื่องผมไม่แน่ใจนะว่ามันจะคนละสายพันไหม ที่ผมเจอถ้าเราไม่ไปคลิกที่ตัวไวรัสผมคิดว่ามันไม่ติดเครื่องนะครับ ลองดูละกันครับ ไม่ได้ยังไงเมล์มาถามครับ ตอบทุกวันคับ

ลิ้งโหลดตัวช่วยformat flashdriveนะครับ

www.unlimitpc.com/article/flashdrive/SP27213.exe



http://www.savefile.com/projects/400096

โปรแกรมเช็คคอมครับ ว่ามีโปรแกรมอะไรเปิดอยู่บ้างครับ

http://www.yousendit.com/transfer.php?action=download&ufid=D6D4AE03712FAE95




โปรแกรมเช็คเครื่องดุว่าตอนเปิดเครื่องขึ้นมามีโปรแกรมอะไรรันขึ้นมาบ้าง

http://www.yousendit.com/transfer.php?action=download&ufid=ACE331F3103D9D04

จากคุณ : balloon - [ 17 ส.ค. 49 16:22:14 A:125.25.1.53 X: ]
August 16

คำอธิบายกฎหมาย

หมายเหตุ
การที่จะเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ต้องมี "การกระทำร่วมกัน" และมี "เจตนาร่วมกัน" ในการกระทำความผิด การกระทำร่วมกันในการข่มขืนกระทำชำเรานั้นรวมตลอดถึงการนั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ห้องน้ำที่เกิดเหตุและถือเสื้อให้เพื่อนที่เข้าไปข่มขืนโดยคอยดูเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วแจ้งเหตุร้ายแก่ผู้ที่ข่มขืนด้วย (คำพิพากษา
ศาลฎีกาที่ 1715/2528)

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2543 นี้ จำเลยที่ 3 ออกไปจากห้องแล้วปล่อยให้จำเลยคนอื่น ๆ ข่มขืนกระทำชำเรา โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ออกไปจากห้องก็ยังอยู่ใกล้ ๆ ห้องและคอยทำหน้าที่แจ้งสัญญาอันตรายให้แก่ผู้ที่ลงมือข่มขืนในห้อง จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการ แต่เป็นเพียงผู้สนับสนุนโดยการช่วยเหลือให้ความสะดวก "ก่อน" การข่มขืน

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2543 นี้ คล้ายลึงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2073/2537 ซึ่งศาลฎีกาก็ตัดสินว่าไม่เป็นตัวการแต่เป็นผู้สนับสนุน


หมายเหตุ
โจทก์จำเลยทั้งสอง โต้แย้งสิทธิกันและต่างฟ้องกันเป็นคดีแพ่งโดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครอง ซึ่งต้องหมายความว่าโจทก์เข้าใจว่าตนมีสิทธิในที่พิพาทที่จะเข้าครอบครอง (right to possess) ส่วนจำเลยทั้งสองได้เข้าไปปักเสาขึงลวดหนามและจำเลยที่ 2 ปลูกต้นผลไม้ในที่ดินนั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ยึดถือโดยเจตนายึดถือเพื่อตนแล้วจำเลยทั้งสองจึงได้สิทธิครอบครองอาจจะได้สิทธิครอบครองมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายก็ได้ (ดูจิตติ ติงศภัทิย์)
บันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 2069/2527 จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภาซึ่งกล่าวว่า แม้ผู้ที่ขโมยหรือผู้บุกรุก ก็ "ครอบครอง" เป็น "การครอบครอง" และได้ "สิทธิครอบครอง" โดยสมบูรณ์) ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยังไม่มีถึงขนาดได้สิทธิครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายก็ได้ เพียงแต่จำเลยทั้งสองเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าไม่มีเจตนาจะบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 กรณีต้องด้วยมาตรา 62 เพราะการที่จำเลยทั้งสองเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งอาจไม่เป็นความจริงตามนั้นก็ได้ จึงได้เข้าไป ทำการดังกล่าวในที่พิพาท หมายความว่าการที่ไม่เป็นความผิด อ้างได้แต่เพียงว่าเข้าใจว่าทำได้โดยมีสิทธิเช่นนั้น ซึ่งเป็นความสำคัญผิดว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งความจริงไม่มีตามมาตรา 62 เท่านั้น ขอให้ดูบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 4854/2537 ของข้าพเจ้าซึ่งได้ลงพิมพ์ไปแล้วในเล่ม 10
ผู้เขียนหมายเหตุ

หมายเหตุ
ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มีสองกรณีด้วยกัน กรณีแรกคือการบุกรุกด้วยการ "ถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การบุกรุกโดยการแย่งการครอบครอง ส่วนกรณีที่สองคือการ "รบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การบุกรุกโดยการรบกวนการครอบครอง

การบุกรุกกรณีที่สอง คือการบุกรุกโดยการรบกวนการครอบครองนั้น คือการเข้าไปกระทำการใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข การบุกรุก กรณีที่สองนี้ ผู้กระทำจะต้องเข้าไปกระทำการใด ๆ ใน "อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น" อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2512 ได้วินิจฉัยว่า แม้อสังหาริมทรัพย์จะเป็นของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยก็มีความผิดตามมาตรา 362 ได้ ด้วยเหตุนี้ การบุกรุกโดยการรบกวนการครอบครองนั้น อสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยบุกรุกอาจเป็นของผู้อื่นก็ได้ หรืออาจเป็นของจำเลยเองก็ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2264/2538 นี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์และกระทำการต่าง ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เป็นการฟ้องว่าจำเลย "เข้าไปกระทำการใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น (โจทก์) อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขา (โจทก์) โดยปกติสุข"

เมื่อรูปคดีเป็นเช่นนี้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ความจริงอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของผู้ใด เมื่อได้ความเช่นใดแล้ว ปัญหาต่อไป คือ จำเลยเข้าใจว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้ใด

สำหรับประเด็นที่ว่า ความจริงอสังหาริมทรัพย์เป็นของผู้ใดนั้น ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ เพราะโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินกันอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้ในที่สุดจะปรากฏว่าที่ดินนั้นเป็นของโจทก์ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 อยู่นั่นเอง เพราะโจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แต่เมื่อจำเลยเข้าใจไปว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยเสียแล้ว ก็ถือว่าจำเลยขาดเจตนาบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ซึ่งก็ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ในการวินิจฉัยความรับผิดในทางอาญานั้น กรณีดังต่อไปนี้มีความใกล้เคียงกันมากคือ
(1) การขาดองค์ประกอบภายนอก
(2) การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก
และ (3) การสำคัญผิดในข้อเท็จจริง

ในการวินิจฉัย จะต้องพิจารณาในเบื้องแรกเสียก่อนว่า เป็นการ ขาดองค์ประกอบภายนอกหรือไม่ หากไม่ใช่ จึงค่อยพิจารณาต่อไปว่า เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกหรือไม่

หากไม่ใช่ จึงพิจารณาต่อไปว่า เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงหรือไม่

ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้ทำหมายเหตุไว้ท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2522 ดังต่อไปนี้

"ข้อเท็จจริงที่ทำให้เป็นความผิดมีอยู่ครบถ้วน แต่ผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงเหล่านั้นผู้กระทำไม่มีเจตนากระทำผิดตามมาตรา 59 วรรคสาม ถ้าข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดมีอยู่ครบถ้วน และผู้กระทำก็รู้แล้ว ครบองค์ความผิดแล้ว แต่ผู้กระทำเข้าใจผิดว่ามีข้อเท็จจริงอื่นนั้นอีกที่ทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดเป็นกรณีตามมาตรา 62 วรรคแรกที่ผู้กระทำไม่มีความผิด"

ในการวินิจฉัยความรับผิด ประเด็นแรกที่จะต้องพิจารณาคือ การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกหรือไม่ เช่น นายแดงยิงนายดำ ย่อมครบองค์ประกอบภายนอกของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือนายแดงลักทรัพย์ของนายดำ ก็ครบองค์ประกอบภายนอก ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

แต่ถ้านายแดงยิงไปที่ศพของนายดำ ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 288 หรือนายแดงหยิบเอาทรัพย์ของตนเองไปขาย ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 334

ผลในทางกฎหมายของการขาดองค์ประกอบภายนอกคือ ผู้กระทำไม่มีความผิดในฐานนั้น ๆ เลย แม้ในฐานพยายามซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด

ซึ่งในเรื่องนี้ศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย และศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ มีความเห็นตรงกัน
(ดู หยุด แสงอุทัย, กฎหมายอาญาภาค 1 (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527), น. 84-85 และ ดู จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค 1 (กรุงเทพ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2536), น. 331-332
และนอกจากนั้นให้ดูคำถาม ข้อเขียน และธงคำตอบของอนุกรรมการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมายในการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมายแก่ผู้สมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาวันที่ 30 กรกฎาคม 2529 วิชากฎหมายอาญา

ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า หญิงมิได้ตั้งครรภ์ แต่สำคัญผิดว่าตั้งครรภ์ จึงไปทำแท้ง ธงคำตอบคือ หญิงไม่มีความผิดตามมาตรา 301 แม้พยายามตามมาตรา 81 ก็ไม่ผิด "เพราะที่จะเป็นการพยายามกระทำความผิดนั้นจะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของความผิดนั้นครบทุกประการแล้ว"

หากการกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกแล้ว ประเด็นต่อไปที่จะต้องพิจารณาคือ ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกนั้นหรือไม่

เช่น นายแดงยิงนายดำตาย หากนายแดงรู้ว่าเป็นการฆ่านายดำ ก็ถือว่าเป็นการรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 หรือนายแดงหยิบเอาทรัพย์ของนายดำไป
หากนายแดงรู้ว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นก็ถือว่ารู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ตรงกันข้าม ถ้าการที่นายแดงยิงไปที่นายดำนั้น นายแดงเข้าใจว่าเป็นการยิงหมูป่า ก็ถือว่านายแดงไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 288 หรือการที่นายแดงหยิบเอาทรัพย์ของนายดำไปนั้น นายแดงเข้าใจว่าเป็นการหยิบเอาทรัพย์ของตนเองไป ก็ถือว่านายแดงไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 334

ผลในทางกฎหมายของการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก คือถือว่า ผู้กระทำขาด "เจตนา" ทั้งนี้ตามที่มาตรา 59 วรรคสามได้บัญญัติไว้ว่า "ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้"

คำว่า "องค์ประกอบ" ของความผิดในที่นี้ หมายความถึง "องค์ประกอบภายนอก" ของความผิดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่งมาตรา 59 ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทผู้กระทำจะต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาท หากการกระทำโดยประมาทนั้นมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 62 วรรคสอง

หากผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดและผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลแล้ว ก็ถือว่า ผู้กระทำมีเจตนา

ประเด็นต่อไปที่จะต้องพิจารณา คือ ผู้กระทำได้สำคัญผิดใน ข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคแรกหรือไม่ ซึ่งมีอยู่ 3 กรณี คือ

(1) สำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด
(2) สำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ
และ (3) สำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง

จะเห็นได้ว่า การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 นั้น จะนำมาใช้เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำได้ จะต้องเป็นกรณีที่ (1) การกระทำนั้นจะต้องครบองค์ประกอบภายนอกแล้ว และ (2) การกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องมีเจตนามาแล้ว

ตัวอย่างของกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด เช่น ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 155/2512 ซึ่งเป็นเรื่องตำรวจมีหมายค้นและหมายจับไปจับกุมจำเลยที่บ้าน ซึ่งอยู่ในที่เปลี่ยวในเวลาวิกาลโดยปีนบ้านและรื้อฝาบ้านจำเลยและส่องไฟฉายเข้าไปในบ้าน จำเลยสำคัญผิดว่าโจรเข้าปล้นจึงใช้ปืนยิงตำรวจบาดเจ็บ แม้เจ้าหน้าที่จะได้ตะโกนบอกว่าเป็นตำรวจก็ตาม แต่จำเลยก็เคยถูกปล้น โดยคนร้ายปลอมเป็นตำรวจมาก่อน พฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความผิด

ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้ เป็นกรณีป้องกันพอสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เป็นกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดตามมาตรา 62 ประกอบกับมาตรา 68

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การจะอ้างความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำนั้น ก่อนอื่นการกระทำนั้นจะต้องครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ เสียก่อน

ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้ การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ทุกประการ

เพราะจำเลยคือ "ผู้ใด" การที่จำเลยใช้ปืนยิงเป็นการ "ฆ่า" และผู้ที่ถูกยิงเป็น "ผู้อื่น" เมื่อการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดทุกประการแล้ว

ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องพิจารณา คือให้ดูว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่า
เพราะ
(1) จำเลยรู้ว่าการกระทำของตนเป็นการ "ฆ่า" และรู้ว่าผู้ที่ถูกฆ่าเป็น "ผู้อื่น"
และ (2) จำเลยประสงค์ต่อผล เมื่อจำเลยมีเจตนาฆ่าครบถ้วนแล้ว

ขั้นตอนสุดท้าย จึงค่อยพิจารณาว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 หรือไม่

ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่า การกระทำไม่เป็นความผิด กล่าวคือสำคัญผิดว่ากำลังกระทำการต่อภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิด

ตัวอย่างของกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ เช่น
นายแดงลักทรัพย์ของนายดำโดยสำคัญผิดว่าเป็นทรัพย์ของนางขาวภริยาของนายแดง ซึ่งผลในทางกฎหมายคือ แม้นายแดงจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายดำ แต่นายแดงอ้างความสำคัญผิดว่าทรัพย์นั้นเป็นของภริยาของตน มาเป็นคุณแก่นายแดงเพื่อทำให้ไม่ต้องรับโทษได้ เพราะหากทรัพย์นั้นเป็นของภริยาของนายแดงแล้ว นายแดงย่อมได้รับการยกเว้นโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าการจะอ้างความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำนั้น ก่อนอื่นการกระทำนั้นจะต้องครบ องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ เสียก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงตามตัวอย่าง การกระทำของนายแดงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ทุกประการ เพราะนายแดงคือ "ผู้ใด" การที่นายแดงหยิบเอาทรัพย์ไปเป็นการ "เอาไป" และเมื่อทรัพย์นั้นเป็นของนายดำจึงเป็น "ทรัพย์ของผู้อื่น" เมื่อการกระทำของนายแดงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดทุกประการแล้ว

ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องพิจารณา คือให้ดูว่า นายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้อื่นหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า นายแดงมีเจตนาแล้ว เพราะ (1) นายแดงรู้ว่าการกระทำของตนเป็นการ "เอาไป" และรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น (แม้นายแดงจะเข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของภริยา ก็ถือว่านายแดงรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น เพราะทรัพย์ของภริยาก็คือทรัพย์ของผู้อื่น)

และ (2) นายแดงประสงค์ต่อผล เมื่อนายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ชิ้นนั้น แล้ว
ขั้นตอนสุดท้าย จึงค่อยพิจารณาว่านายแดงสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 หรือไม่

ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า นายแดงสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ เพราะถ้าทรัพย์นั้นเป็นของภริยาของนายแดงตามที่นายแดงเข้าใจแล้ว นายแดงย่อมได้รับการยกเว้นโทษตามมาตรา 71 วรรคแรก แต่เมื่อความจริงทรัพย์นั้นเป็นของนายดำ นายแดงจึงต้องอ้างความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เพื่อเป็นคุณแก่นายแดง

ตัวอย่างของกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง เช่น
นายแดงลักทรัพย์ของนายเขียว โดยสำคัญผิดว่าเป็นทรัพย์ของนายเหลืองบิดาของนายแดง ซึ่งในทางกฎหมาย คือ แม้นายแดงจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายเขียว แต่นายแดงอ้างความสำคัญผิดว่าทรัพย์นั้นเป็นของบิดาของตนมาเป็นคุณแก่นายแดงเพื่อทำให้ได้รับโทษน้อยลงได้ เพราะหากทรัพย์นั้นเป็นของบิดาของนายแดงแล้ว นายแดงอาจได้รับโทษน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การจะอ้างความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำนั้น
ประการแรก การกระทำนั้นจะต้องครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดนั้น ๆ เสียก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงตามตัวอย่าง การกระทำของนายแดงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ทุกประการ เพราะนายแดงคือ "ผู้ใด" การที่นายแดงหยิบเอาทรัพย์ไปเป็นการ "เอาไป" และเมื่อทรัพย์นั้นเป็นของนายเขียว จึงเป็น "ทรัพย์ของผู้อื่น" เมื่อการกระทำของนายแดงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดทุกประการแล้ว

ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องพิจารณา คือให้ดูว่า นายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้อื่นหรือไม่

ซึ่งจะเห็นได้ว่า นายแดงมีเจตนาแล้ว
เพราะ (1) นายแดงรู้ว่า การกระทำของตนเป็นการ "เอาไป" และรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น (แม้นายแดงจะเข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของบิดา ก็ถือว่านายแดงรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นเพราะทรัพย์ของบิดาก็คือทรัพย์ของผู้อื่น)
และ (2) นายแดงประสงค์ต่อผล เมื่อนายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ชิ้นนั้นแล้ว

ขั้นตอนสุดท้ายจึงค่อยพิจารณาว่านายแดงสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 หรือไม่
ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า นายแดงสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นผู้กระทำอาจได้รับโทษน้อยลง เพราะถ้าทรัพย์เป็นของบิดาของนายแดงตามที่นายแดงเข้าใจแล้ว นายแดงอาจได้รับโทษน้อยลงตามมาตรา 71 วรรคสอง แต่เมื่อความจริงทรัพย์นั้นเป็นของนายเขียว นายแดงจึงต้องอ้างความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เพื่อเป็นคุณแก่นายแดง

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในการวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้
ประการแรก ต้องดูเสียก่อนว่าความจริงการกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ หรือไม่ หากความจริงการกระทำนั้นม่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ แล้วผู้กระทำก็ไม่มีความผิดฐานนั้น ๆ เลย
แต่ถ้าตามความเป็นจริง การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ แล้ว

ขั้นตอนต่อมาคือให้ดูว่า ผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ หรือไม่ หากปรากฏว่า ผู้กระทำขาดเจตนาผู้กระทำก็ไม่มีความผิดฐานนั้น ๆ แต่ถ้าปรากฏว่า ผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือให้ดูว่าผู้กระทำสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 หรือไม่
ซึ่งความสำคัญผิดตามมาตรา 62 นั้นมีอยู่ 3 กรณีด้วยกันตามที่กล่าวมาแล้ว

มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6419/2537 ซึ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น

ข้อเท็จจริงคือ เด็กหญิงข. อายุ 13 ปี หนีออกจากบ้านไปดูภาพยนตร์แล้วได้พบกับจำเลยที่หน้าโรงภาพยนตร์ จำเลยได้พาเด็กหญิงข. ไปพักที่บังกะโล วันรุ่งขึ้นได้พาเด็กหญิง ข.ไปพักที่บ้านผู้อื่น โดยเด็กหญิงข.เต็มใจไปกับจำเลย ขณะที่พักอยู่ที่บังกะโล และที่บ้านผู้อื่น จำเลยซึ่งสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าเด็กหญิงข.มีอายุ 17 ถึง 18 ปี ได้กระทำชำเราเด็กหญิงข. หลายครั้ง ด้วยความสมัครใจของเด็กหญิง ข. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และมาตรา 317 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดามมาตรา 319 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก เด็กหญิงข.นั้น ตามความเป็นจริงอายุเพียง 13 ปี แต่เนื่องจากมีรูปร่างสมบูรณ์กว่าเด็กทั่วไป จำเลยจึงเข้าใจว่าเด็กหญิง ข. อายุ 17 ถึง 18 ปี ศาลก็ยอมรับความเข้าใจผิดของจำเลยในเรื่องอายุของเด็กหญิง ข. คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามมาตรา 277 ด้วย ในการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 หรือไม่นั้น ประการแรกต้องดูเสียก่อนว่า ความจริงการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 277 หรือไม่

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ เพราะองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 277
คือ (1) ผู้ใด (2) กระทำชำเรา (3) เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

การที่จำเลยร่วมประเวณีกับเด็กหญิง ข. ซึ่งอายุ 13 ปี โดยเด็กหญิง ข. สมัครใจด้วย จึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกทุกประการของความผิดตามมาตรา 277 เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบภายนอกแล้ว

ขั้นตอนต่อไปคือให้ดูว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามมาตรา 277 หรือไม่ เพราะความผิดฐานนี้ผู้กระทำจะต้องมีเจตนา ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยขาดเจตนากระทำความผิดตามมาตรานี้ เพราะจำเลยเข้าใจว่าเด็กหญิง ข. อายุ 17 ถึง 18 ปี ตรงตามหลักในมาตรา 59 วรรคสาม ที่ว่า "ถ้าผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่า ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้" ข้อความที่ว่า "ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดนั้น" หมายความว่า ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดนั่นเอง ซึ่งอายุของเด็กหญิงข.นั้น ถือเป็น "ข้อเท็จจริง" อันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 277 ประการหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อจำเลยเข้าใจผิดว่าเด็กหญิง ข. ซึ่งรูปร่างสมบูรณ์กว่าเด็กทั่วไปมีอายุ 17 ถึง 18 ปี จำเลยไม่รู้ว่าความจริงเด็กหญิง ข. อายุเพียง 13 ปี ก็ถือว่าจำเลย "ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด" โดยผลของมาตรา 59 วรรคสาม จึงจะถือว่า จำเลยมีเจตนากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไม่ได้

เมื่อจำเลยขาดเจตนา การกระทำก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 277
มีข้อสังเกตว่า กรณีนี้มิใช่เรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 แต่อย่างใด

เพราะตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นสำคัญผิดตามมาตรา 62 นั้น จะหยิบยกขึ้นมาก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ มาแล้ว และผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ มาแล้ว

สำหรับกรณีตามมาตรา 277 นั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วย แต่ศาลมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย

นอกจากความผิดตามมาตรา 277 แล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยตามมาตรา 317 ด้วย

องค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 317 คือ (1) ผู้ใด (2) พรากโดยปราศจากเหตุอันสมควรไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือ ผู้ดูแล (3) เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี (ไม่ว่าเด็กนั้นเต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งจะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 317 ทุกประการ

ขั้นตอนต่อไป คือต้องพิจารณาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามมาตรานี้หรือไม่

เมื่อจำเลยเข้าใจว่าเด็กหญิง ข. อายุ 17 ถึง 18 ปี ก็ถือว่าจำเลยขาดเจตนาเพราะ "ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด" ตามมาตรา 59 วรรคสาม ซึ่งเมื่อจำเลยขาดเจตนาเสียแล้ว จำเลยก็ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 317 ศาลฎีกามิได้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ลงโทษจำเลยตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 319 คือ (1) ผู้ใด (2) พรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล (3) ผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ในการลงโทษจำเลยตามมาตรา 319 วรรคแรกนั้น ศาลฎีกาอ้างความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคแรกด้วย ซึ่งเป็นการลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่จำเลยเข้าใจว่าตนเองกระทำผิด กล่าวคือ จำเลยเข้าใจว่าเด็กหญิงข. อายุ 17 ถึง 18 ปี การที่ศาลฎีกาอ้างมาตรา 62 วรรคแรกนั้น คงจะหมายถึงสำคัญผิดในส่วนที่เกี่ยวกับ "ได้รับโทษน้อยลง" นั่นเอง เพราะมาตรา 319 โทษเบากว่ามาตรา 317 การกระทำของจำเลยนั้นความจริงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 317 เพราะความจริงเด็กหญิง ข. อายุเพียง 13 ปี แต่เมื่อจำเลยเข้าใจว่าเด็กหญิง ข. อายุ 17 ถึง 18 ปี ตามความเข้าใจของจำเลยจึงเป็นกรณีมาตรา 319 วรรคแรก เพราะองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 319 เด็กนั้นอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 319 วรรคแรก ตามความเข้าใจของจำเลย ซึ่งก็จะต้องเป็นกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำ "ได้รับโทษน้อยลง" กล่าวคือรับโทษตามมาตรา 319 ซึ่งน้อยลงกว่ามาตรา 317 ตามที่โจทก์ฟ้อง

ด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา ผู้บันทึกเห็นว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไม่อาจที่จะหยิบยกความสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคแรก ขึ้นมาปรับใช้ได้ เพราะตามที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น เรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคแรก จะนำมาใช้เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำได้นั้น ในเบื้องต้นการกระทำนั้นจะต้องครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ มาเสียก่อน ต่อเมื่อการกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นทุกประการแล้ว ต่อมาจึงค่อยพิจารณาว่าผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ หรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ แล้ว ขั้นตอนสุดท้าย จึงค่อยพิจารณาว่าผู้กระทำสำคัญผิดในข้อเท็จจริงประการหนึ่งประการใดในสามประการตามมาตรา 62 วรรคแรก หรือไม่


ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6419/2537 นี้ เป็นกรณีขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 319

เพราะความจริง เด็กหญิง ข. อายุเพียง 13 ปี แต่องค์ประกอบภายนอกของมาตรา 319 นั้น เด็กหญิงต้องอายุ "กว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี" เมื่อความจริงเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอกเสียแล้ว ก็ไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาในเรื่องเจตนา และเมื่อไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาเรื่องเจตนา ก็ไม่มีประเด็นที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความสำคัญผิดตามมาตรา 62 เลย

ถ้อยคำในมาตรา 62 ที่ว่า "การกระทำไม่เป็นความผิด" "ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ" หรือ "ได้รับโทษน้อยลง" นั้น หมายถึงกรณีที่ผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดทั้งนั้นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดนั้น ผู้กระทำก็จะต้องมีเจตนา การที่จำเลยลักทรัพย์ของผู้อื่นโดยสำคัญผิดว่าเป็นทรัพย์ของภริยาจำเลยซึ่งทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษนั้น จำเลยก็จะต้องมีเจตนา การที่จำเลยลักทรัพย์ของผู้อื่นโดยสำคัญผิดว่าเป็นทรัพย์ของบิดาจำเลยซึ่งทำให้จำเลยอาจได้รับโทษน้อยลงนั้น จำเลยก็จะต้องมีเจตนา การที่จำเลยจะมีเจตนากระทำความผิดฐานใด ๆ นั้น การกระทำของจำเลยจะต้องครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ มาเสียก่อน

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6419/2537 นี้ จำเลยไม่ผิดตามมาตรา 277 เพราะจำเลยขาดเจตนา จำเลยไม่ผิดตามมาตรา 317 ก็เพราะจำเลยขาดเจตนาเช่นเดียวกัน และจำเลยไม่ผิดตามมาตรา 319 เพราะการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 319 เมื่อการกระทำของผู้กระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น ๆ ทุกประการแล้ว และผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดฐานนั้น ๆ แล้ว จึงค่อยพิจารณาเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62

ถ้อยคำในมาตรา 62 ที่ว่า "ข้อเท็จจริงใดถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำ ได้รับโทษน้อยลง" นั้น คำว่า "ได้รับโทษน้อยลง" หมายถึง "เหตุลดโทษ" นั่นเอง เช่นป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 69 หรือการลักทรัพย์ของบิดาตามมาตรา 71 วรรคสอง หรือการบันดาลโทสะตามมาตรา 72 กรณีต่าง ๆ เหล่านี้ กฎหมายจะใช้ถ้อยคำว่า "ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได้"

ซึ่งหากเป็นเรื่องสำคัญผิด เช่น ป้องกันเกินสมควรก่เหตุโดยสำคัญผิดหรือลักทรัพย์ของผู้อื่นแต่เข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของบิดา หรือบันดาลโทสะโดยสำคัญผิด ก็เป็นกรณีตามมาตรา 62 ซึ่งมีผลทำให้ผู้กระทำอาจได้รับโทษน้อยลง

กรณีที่กฎหมายกำหนดเหตุฉกรรจ์ไว้ เช่น มาตรา 289 ฆ่าบุพการี เป็นเหตุฉกรรจ์ของมาตรา 288 ซึ่งเป็นเรื่องฆ่าผู้อื่น เช่นนี้ จะถือว่ามาตรา 288 เป็นกรณีที่ทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง (ตามความหมายของมาตรา 62 วรรคแรก) ของการฆ่าบุพการีตามมาตรา 289 ไม่ได้

การฆ่าบุพการีทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจากการฆ่าคนธรรมดา แต่ไม่ได้หมายความว่า การฆ่าคนธรรมดาทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง (ตามความหมายของมาตรา 62 วรรคแรก) จากการฆ่าบุพการี หากนายแดงฆ่านายดำซึ่งเป็นบิดา โดยนายแดงไม่รู้ว่าผู้ถูกฆ่าเป็นบิดา แต่เข้าใจว่าเป็นการฆ่านายขาวซึ่งเป็นศัตรูของตน เช่นนี้ ถือว่านายแดงมีเจตนาฆ่าคนธรรมดาเท่านั้น จะถือว่านายแดงมีเจตนาฆ่าบุพการีไม่ได้เพราะนายแดง "ไม่รู้" ว่าเป็นการฆ่าบุพการี ทั้งนี้ตรงตามหลักในมาตรา 59 วรรคสาม ซึ่งหลักนี้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 62 วรรคท้าย ด้วยว่า "บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น"

ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสำคัญผิดตามมาตรา 62 แต่อย่างใดเลย

ความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลงตามมาตรา 62 นั้น หมายความถึงได้รับโทษน้อยลงจากมาตรา 288 หรือได้รับโทษน้อยลงจากมาตรา 289 เช่นกรณีป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิดเป็นต้น

การลักทรัพย์ตามมาตรา 335 เป็นเหตุฉกรรจ์ของการลักทรัพย์
ตามมาตรา 334 แต่จะถือว่า การลักทรัพย์ตามมาตรา 334 นั้น
เป็นกรณีที่ทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง (ตามความหมายของมาตรา 62) จากการลักทรัพย์ตามมาตรา 335 ไม่ได้ หากมีการลักทรัพย์ของนายจ้าง แต่ผู้กระทำไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ของนายจ้าง ผู้กระทำก็ไม่มีเจตนาลักทรัพย์นายจ้างทั้งนี้ตามหลักในมาตรา 59 วรรคสาม และหลักในมาตรา 62 วรรคท้ายผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรา 334 ไม่ใช่มาตรา 335(11) ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคแรก แต่อย่างใดเลย

ความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลงตามมาตรา 62 นั้น หมายความถึงได้รับโทษน้อยลงจากมาตรา 334 หรือได้รับโทษน้อยลงจากมาตรา 335 เช่น กรณีลักทรัพย์ของผู้อื่น แต่สำคัญผิดว่าเป็นทรัพย์ของบุพการีของผู้กระทำ หากนายแดงลักทรัพย์ของนายจ้าง แต่นายแดงเข้าใจว่าเป็นการลักทรัพย์ของนายขาวบิดาของนายแดง เช่นนี้จะถือว่า นายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ของนายจ้างไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ของนายจ้าง นายแดงจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 335 แต่เมื่อนายแดงเข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของบิดาของตนก็ถือว่านายแดงมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้อื่น (เพราะบิดาก็คือ "ผู้อื่น") นายแดงมีความผิดตามมาตรา 334 แต่นายแดงอาจได้รับการลดโทษตามมาตรา 71 วรรคสอง เพราะนายแดงสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตาม มาตรา 62 วรรคแรก ในส่วนที่ว่า "ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง"

มาตรา 318 กรณีพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าเป็นเหตุฉกรรจ์ของมาตรา 319 ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แต่จะถือว่ามาตรา 319 เป็นกรณีที่ทำให้ผู้กระทำ "ได้รับโทษน้อยลง" (ตามความหมายของมาตรา 62) จากมาตรา 318 ไม่ได้


หมายเหตุ
มาตรา 340 วรรคท้าย คือการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ความตายเป็นผลของการกระทำความผิด ตามมาตรา 340 วรรคแรก ซึ่ง "ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น" จึงต้องเป็น "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 จะเป็น "ผลโดยตรง" แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้

"ผลธรรมดา" คือ ผลที่ผู้กระทำสามารถ "คาดเห็น" ความเป็นไปได้ของผลนั้น "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 นี้ คือผลตาม"ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม" ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สำคัญอีกทฤษฎีหนึ่ง ในการวินิจฉัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลและมาตรา 63 ก็ยอมรับทฤษฎีนี้ โดยบัญญัติว่า หากผลนั้นทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นแล้ว ผลนั้นจะต้องเป็น "ผลธรรมดา" เช่น ผู้กระทำมีเจตนาเพียงปล้นทรัพย์ ตามมาตรา 340 วรรคแรก หากการปล้นทรัพย์นั้นมีผลทำให้เจ้าทรัพย์ตายด้วย ผู้กระทำจะผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย ก็ต่อเมื่อความตายเป็น "ผลธรรมดา" ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่า วิญญูชน "คาดเห็น" ความตายนั้น หรือไม่ หาก "คาดเห็น" ก็ถือเป็น "ผลธรรมดา" หากไม่ "คาดเห็น" ก็เป็นผลผิดธรรมดา ทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรกเท่านั้น "คาดเห็น" นี้ไม่ต้องถึงระดับ "เล็งเห็นผล" มิฉะนั้นจะกลายเป็นเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 ไป

ในกรณีที่ผู้ปล้นทรัพย์ใช้ปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่าเจ้าทรัพย์
ที่ขัดขืน ผู้ที่ลงมือยิงก็มีความผิดตามมาตรา 289 และมีความผิด
ตามมาตรา 340 วรรคท้าย เหตุที่ผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย เพราะความตายของเจ้าทรัพย์เป็น "ผลธรรมดา" จากการที่ใช้ปืนยิง เพราะถึงขนาดใช้ปืนยิงกันแล้วความตายย่อมเป็นผลที่วิญญูชน "คาดเห็น" ได้อย่างแน่นอน

ผู้ที่ร่วมในการปล้นและร่วมในการฆ่าก็มีความผิดตามมาตรา 289, 83 และ 340 วรรคท้าย เช่นกัน ผู้ที่ร่วมในการปล้นแต่ไม่ได้ร่วมในการฆ่าด้วยนั้นก็มีความผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย เพราะเมื่อผู้ลงมือยิงมีความผิดตามมาตรา 340 วรรคท้ายแล้ว ผู้อื่นที่ร่วมในการปล้นก็ต้องมีความผิดตามมาตรา 340 วรรคท้ายด้วย โดยถือเป็น "เหตุในลักษณะคดี" ตามมาตรา 89 (เป็นเหตุในลักษณะคดีประเภท "เพิ่มโทษ") ซึ่งมีผลถึงผู้ที่ร่วมในการกระทำทุกคน (คำพิพากษาฎีกาที่ 15/2515 และ 84-85/2516 มี

ข้อสังเกตว่า ศาลฎีกาลงโทษจำเลยอื่น ๆ ตามมาตรา 340 วรรคท้าย โดยมิได้อ้างมาตรา 89 แต่อย่างใด)

ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมในการปล้นทรัพย์กับคนร้ายอื่นเท่านั้น แต่มิได้มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย แต่ไม่มีความผิดตามมาตรา 289(7)

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้นั้น เมื่อเป็นการใช้ให้ไปปล้น แต่ผู้ถูกใช้ (คนร้ายอื่น) ได้ไปปล้นและฆ่าผู้ตายด้วย เช่นนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 289(7), 84 ทั้งนี้ตามที่มาตรา 87 บัญญัติไว้ว่า ถ้า "ผู้กระทำได้กระทำไปเกินขอบเขตที่ใช้...ผู้ใช้...ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้...เท่านั้น" ซึ่งก็หมายความว่า รับผิดเพียงฐานเป็นผู้ใช้ให้ไปปล้น มิใช่ใช้ให้ไปฆ่า

อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ ตามมาตรา 340 วรรคท้าย, 84 หรือตามมาตรา 340 วรรคสอง, 84 สำหรับปัญหานี้ มาตรา 87 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกใช้...จะต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้นเพราะอาศัยผลที่เกิดจากการกระทำความผิด ผู้ใช้ให้กระทำความผิด...ต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้น นั้นด้วย"

เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ ต้องรับผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย ซึ่ง "โทษสูงขึ้น" จากมาตรา 340 วรรคสอง ผู้ใช้ก็ต้องรับผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย, 84 ด้วย จะรับผิด แต่เพียง 340 วรรคสอง, 84 ไม่ได้

มีข้อสังเกตว่า แม้ไม่มีมาตรา 87 บัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย, 84 อยู่นั่นเอง เพราะการที่ผู้ถูกใช้ คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามมาตรา 340 วรรคท้ายนั้น เป็นเหตุในลักษณะคดี (ประเภท "เพิ่มโทษ") ตามมาตรา 89 จึงต้องมีผลถึงผู้เกี่ยวข้องในการกระทำทุก ๆ คนซึ่ง รวมทั้งตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมาตรา 87 บัญญัติไว้โดยเฉพาะเจาะจงแล้ว ก็ไม่ต้องพิจารณามาตรา 89

มาตรา 87 บัญญัติเฉพาะกรณี ผู้ใช้ ผู้โฆษณา และผู้สนับสนุน ไม่รวมกรณีตัวการด้วย ในกรณีตัวการ จึงใช้มาตรา 87 ไม่ได้ แต่ให้ใช้หลัก "เหตุในลักษณะคดี" ตามมาตรา 89 เช่น แดง ดำ และขาว ร่วมในการปล้นทรัพย์เหลือง แดงดูต้นทาง ขณะที่ดำและขาวลงมือปล้นทรัพย์เหลืองขัดขืน ดำและขาวจึงร่วมกันใช้ท่อนเหล็กที่วางอยู่บริเวณนั้นตีศีรษะเหลืองอย่างแรง เหลืองตาย เช่นนี้ ดำและขาวผิดมาตรา 340 วรรคท้าย และมาตรา 289 ส่วนแดงก็ผิด 340 วรรคท้าย, 83 ด้วย (แต่ไม่ผิด 289, 83) โดยถือว่าการที่ดำและขาวผิด 340 วรรคท้ายเป็น "เหตุในลักษณะคดี" จึงมีผลถึงแดงซึ่งเป็นตัวการด้วย กรณีเช่นนี้จะใช้มาตรา 87 มาปรับไม่ได้ เพราะมาตรา 87 ไม่รวมถึงกรณีตัวการ

การที่ศาลฎีกาในคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ตัดสินว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้ ผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย, 84 นั้น จึงเป็นการถูกต้อง เพราะตรงตามบทบัญญัติในมาตรา 87


หมายเหตุ
การกระทำของจำเลย ถือว่าเป็นการกระทำ "ความผิดที่ยืดออกไป" ซึ่งมีหลัก 3 ประการคือ
(1) มีการกระทำหลายครั้ง โดยผู้กระทำผิดคนเดียวกัน
(2) มีการละเมิดกฎหมายในฐานความผิดอันเดียวกัน
และ (3) มีจุดประสงค์อันเดียวกันในการกระทำหลายครั้งนั้น
(คำอธิบายกฎหมายอาญาภาค 1 โดย ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ดู จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญา ภาค 1, (กรุงเทพ: สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2529), น.30)

"ความผิดที่ยืดออกไป" นี้ "วันกระทำความผิด" ในแง่ของการนับอายุความคือวันที่การกระทำความผิดนั้นสิ้นสุดลงซึ่งตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ คือ วันที่ 18 ตุลาคม 2530

"ความผิดที่ยืดออกไป" ไม่ถือเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน หรือ หลายกระทงตามมาตรา 91 แต่เป็นกรรมเดียว เช่น ฉุดหญิงไปข่มขืนชำเรา 2 คืน คืนละครั้ง เป็นกรรมเดียว (คำพิพากษาฎีกาที่ 2249/2520)

การข่มขืนหลาย ๆ ครั้งนี้ ไม่ใช่ "ความผิดต่อเนื่อง" เพราะ"ความผิดต่อเนื่อง" นั้น การกระทำจะต้องเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องกันตลอดเวลา เช่น มีเงินตราปลอม (มาตรา 244) มีเครื่องมือทำเงินตราปลอม (มาตรา 246) มีปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต (คำพิพากษาฎีกาที่ 888/2507) หมิ่นประมาทโดยการปิดป้ายประกาศ (คำพิพากษาฎีกา ที่ 2272/2527)

"วันกระทำความผิด" ในแง่ของการนับอายุความ
สำหรับ "ความผิดต่อเนื่อง" นั้น คือ วันที่การกระทำความผิดสิ้นสุดลง
เช่น การกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตไว้ในครอบครอง ได้แก่วันที่ผู้กระทำถูกจับได้พร้อมอาวุธปืน (คำพิพากษาฎีกาที่ 888/2507)
การหมิ่นประมาทด้วยการปิดป้ายโฆษณา คือวันที่มีการปลดป้ายประกาศออกไป (คำพิพากษาฎีกาที่ 2272/2527)

"ความผิดต่อเนื่อง" เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน แต่เป็นความผิดสืบเนื่องติดต่อกันไป จึงเป็นการกระทำ "กรรมเดียว" ไม่ว่าจะกระทำนานเท่าใด.


หมายเหตุ
(1) เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำ ในทางอาญา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า causation นั้น

ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 63 เพียงมาตราเดียวว่า "ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้"

หลักในมาตรา 63 นี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ผลธรรมดา" แต่จะใช้หลัก "ผลธรรมดา" นี้ วินิจฉัยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลได้เฉพาะกรณีที่ผลนั้นทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเท่านั้น จะไปใช้ในกรณีอื่น ๆ ไม่ได้

ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
โดยทั่วไปแล้วก็คือ ผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาในตอนแรกของผู้กระทำ เช่น แดงโกรธดำ แดงชกดำที่ใบหน้า ขณะที่แดงชกดำนั้น แดงมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายดำตามมาตรา 295 เท่านั้น ปรากฏว่า ดำถูกชกตาบวม อีกสิบวันต่อมาตาบอด ซึ่งเป็นอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 และเป็นผลทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น เพราะโทษตามมาตรา 297 หนักกว่า 295 กรณีเช่นนี้แดงจะมีความผิดตามมาตรา 297 ก็ต่อเมื่อการที่ดำตาบอดนั้นเป็น "ผลธรรมดา"

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง แดงโกรธดำ เมื่อแดงทราบว่าดำปิดบ้านทิ้งไว้และเดินทางไปต่างประเทศ แดงจึงลอบวางเพลิงเผาบ้านของดำ ขณะที่แดงจุดไฟเผาบ้านของดำ แดงมีเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นความผิดตามมาตรา 218 ปรากฏว่าขาวซึ่งดำมอบหมายให้นอนอยู่ในห้องใต้ดินเพื่อดูแลบ้าน ถูกไฟคลอกตายเช่นนี้แดงไม่มีเจตนาทำให้ขาวตาย เพราะแดงไม่รู้ว่าขาวนอนอยู่ในบ้าน เมื่อไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา (มาตรา 59 วรรค 3) การที่ขาวตายมีมาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติไว้ ซึ่งโทษหนักกว่ามาตรา 218 เช่นนี้แดงจะต้องรับผิดตามมาตรา 224 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ว่าการที่ขาวตายอันเป็นผลที่แดงไม่มีเจตนาในตอนแรกเลยนั้นเป็น "ผลธรรมดา" หรือไม่ หากเป็นผลธรรมดาก็มีความผิดตามมาตรา 224 หากไม่ใช่ผลธรรมดา แดงก็มีความผิดเพียงมาตรา 218

มีข้อสังเกตว่า หากผู้กระทำมีเจตนาจะให้ผลนั้นเกิดตั้งแต่แรก ในที่สุดผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช่ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น จึงไม่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63

เช่น แดงต้องการฆ่าดำ แดงใช้ปืนยิงดำ ดำถูกยิงมีบาดแผลเล็กน้อย แต่ดำรักษาบาดแผลไม่ดี อีกสามเดือนต่อมา ดำตายเพราะแผลที่รักษาไม่ดีนั้นเน่าเป็นพิษ เช่นนี้ความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะขณะที่แดงยิงดำในตอนแรก แดงก็มีเจตนาจะให้ดำตาย ในที่สุดดำก็ตายสมเจตนาของแดง

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น ผลการวินิจฉัยความผิดของแดงจึงไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63

แต่จะใช้หลักใดนั้นจะได้กล่าวต่อไป
หลักสากลในการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในทางอาญานั้น คือ "ผลโดยตรง" ซึ่งก็ได้แก่ผลตาม "ทฤษฎีเงื่อนไข" นั่นเอง

ทฤษฎีเงื่อนไขมีสาระสำคัญว่า "ถ้าไม่มีการกระทำผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น แม้จะต้องมีเหตุอื่น ๆ ในการก่อให้เกิดผลนั้นขึ้นด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการกระทำนั้น ผลก็ยังเกิด เช่นนี้จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้นไม่ได้" คำว่า "การกระทำ" ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก และองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ๆ เช่น มาตรา 288 ก็ต้องหมายถึงการฆ่าโดยเจตนา

มาตรา 291 ก็หมายถึงการทำให้ตายโดยประมาท
แม้ศาลฎีกาจะไม่เคยใช้คำว่า "ทฤษฎีเงื่อนไข" แต่ก็ใช้คำว่า "ผลโดยตรง" ในคำพิพากษาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่ 534/2511 น. 695 ศาลฎีกากล่าวว่าการตายและบาดเจ็บสาหัสย่อมเป็น "ผลโดยตรง" จากความประมาทของจำเลยที่ 2 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 291

ผลโดยตรงที่ศาลฎีกากล่าวถึงนี้ก็คือ ผลตามทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง

ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ไม่มีบทบัญญัติในเรื่อง "ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งก็เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคำ อธิบายในตำรา และการวินิจฉัยของศาล

จะมีก็แต่บางประเทศเท่านั้น เช่น อิตาลี ที่บัญญัติไว้แน่ชัดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 40 มีสาระสำคัญว่าบุคคลไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น ถ้าผลนั้นไม่ใช่ผลจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตน

ในบางกรณีแม้ผลในบั้นปลายจะเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของผู้กระทำตามทฤษฎีเงื่อนไข ก็จะด่วนวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำทันทีไม่ได้

กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดคือ มาตรา 63 กล่าวคือ ถ้าผลของการกระทำความผิดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลนั้นจะต้องเป็น "ผลธรรมดา" ซึ่งก็หมายความว่าจะเป็น "ผลโดยตรง" แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จะต้องเป็น "ผลธรรมดา" ด้วย

"ผลธรรมดา" นี้ คือผลตามทฤษฎี "เหตุที่เหมาะสม" ซึ่งนักนิติศาสตร์ต่างประเทศได้คิดค้นขึ้นเพื่อลดความแข็งกระด้างของการใช้หลัก "ผลโดยตรง" และทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำมากขึ้น

ยกตัวอย่าง เช่น
แดงโกรธดำจึงลอบวางเพลิงเผาโกดังเก็บสินค้าของดำที่ปล่อยทิ้งไว้ในที่รกร้าง ปรากฏว่าขาวซึ่งแอบมานอนหลับอยู่ในโกดังร้างนั้นโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟคลอกตาย เช่นนี้ แม้ความตายของขาวจะเป็นผลโดยตรงจากการวางเพลิงของแดง แต่แดงก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 224 เพราะความตายของขาวไม่ใช่ "ผลธรรมดา"
แดงคงรับผิดตามมาตรา 218 เท่านั้น

ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม มีหลักในการพิจารณาคือดูว่าเหตุนั้น เหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลขึ้นหรือไม่

หากเพียงพอก็ต้องรับผิดในผล
หากไม่เพียงพอก็ไม่ต้องรับผิดในผลนั้น "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63
คือผลตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง


"ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 นั้น
หมายถึง ผลที่ผู้กระทำสามารถ "คาดเห็น" ความเป็นไปได้ของผลนั้น ซึ่งใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน" เป็นหลักในการวินิจฉัย

การ "คาดเห็น" นี้ไม่ใช่ "เจตนาเล็งเห็นผล" ตามมาตรา 59 ผู้กระทำอาจ "คาดเห็น" โดยไม่ "เล็งเห็นผล" ก็ได้ เช่น
ตัวอย่างแรก ที่แดงเผาบ้านของดำและขาวซึ่งนอนอยู่ในห้องใต้ดินโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟคลอกตาย แดงไม่รู้ก็ถือว่าแดงไม่มีเจตนาฆ่าขาว ทั้งประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผล (มาตรา 59 วรรค 3) แต่คงต้องถือว่าแดง "คาดเห็น" ผลได้ เพราะเป็นการเผาบ้าน การที่ขาวซึ่งนอนในห้องใต้ดินถูกไฟคลอกตาย คงต้องถือว่าเป็น "ผลธรรมดา" แดงจึงมีความผิดตาม มาตรา 224 วรรคแรก


มาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" วินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
เช่น มาตรา 224, 238, 280, 297, 302, 303, 308, 310, 313, 336, 339, 340

ได้กล่าวแล้วว่าหลัก "ผลธรรมดา" นั้น ใช้ได้ในกรณีที่ผลบั้นปลายเกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาของผู้กระทำในตอนแรก ส่วนกรณีที่ผู้กระทำมีเจตนาในผลนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในตอนแรกอยู่แล้ว และในที่สุดผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" แต่ให้ใช้หลัก "ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากมี "เหตุแทรกแซง" เกิดขึ้นซึ่งวิญญูชน "คาดหมายได้" ผู้กระทำก็ต้องรับผิดในผลโดยตรงนั้น (เหตุแทรกแซงที่ "คาดหมายได้" คือเหตุตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง)

แต่ถ้า "คาดหมายไม่ได้" ก็ไม่ต้องรับผิดในผลโดยตรงบั้นปลาย แต่รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปแล้วก่อนเกิด "เหตุแทรกแซง" นั้น


"เหตุแทรกแซง" หมายถึง
(1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการกระทำของผู้กระทำ และ
(2) เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในบั้นปลายขึ้นโดยตรง ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ คือ การรักษาบาดแผลไม่ดี เช่น แดงใช้ปืนยิงดำโดยมีเจตนาฆ่า ดำหลบทันกระสุนถูกร่างกายมีบาดแผลเล็กน้อย ดำรักษาบาดแผลไม่ดีแผลเน่าเป็นพิษ อีกสามเดือนต่อมาดำตาย เช่นนี้การที่ดำรักษาบาดแผลไม่ดีเป็นเหตุแทรกแซง ซึ่ง "คาดหมายได้" แดงจึงต้องรับผิดในความตายของดำ คำพิพากษาของศาลต่างประเทศและศาลไทยต่างก็ถือว่าผู้กระทำต้องรับผิดในผลบั้นปลาย แม้จะเกิดจากการที่ผู้เสียหายรักษาบาดแผลไม่ดีก็ตาม


"เหตุแทรกแซง" มีหลายกรณีเช่น เหตุแทรกแซงจากเหตุการณ์ธรรมชาติจากการกระทำของผู้เสียหาย จากการกระทำของจำเลย จากการกระทำของบุคคลที่สาม

ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ คงต้องถือว่าความตายเป็น
ผลโดยตรง ตามทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้าจำเลยไม่ทำร้าย ก็ไม่มีบาดแผลก็ไม่ต้องรักษา และก็ไม่มีการดึงเครื่องช่วยหายใจ และก็ไม่ตาย ความตายจึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของจำเลย

แต่ถึงแม้จะเป็น "ผลโดยตรง" จะวินิจฉัยทันทีว่าจำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 ยังไม่ได้ ต้องดูต่อไปว่าจะต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 หรือไม่

ซึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" เพราะขณะจำเลยทำร้าย จำเลยมีเจตนาฆ่าอยู่แล้ว ในที่สุดผู้ถูกทำร้ายก็ตายสมเจตนาของจำเลย จะถือว่าเป็นผลที่ทำให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นไม่ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ จะถือว่ามาตรา 288 เป็นบทหนักของมาตรา 288, 80 ตามความหมายของมาตรา 63 ไม่ได้

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อไม่ใช่หลักผลธรรมดาตามมาตรา 63
ก็ต้องดูต่อไปว่าความตายเกิดเพราะอะไร

ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ความตายเกิดเพราะญาติดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจและพากลับบ้าน การกระทำของญาตินี้ถือว่าเป็น เหตุแทรกแซงเพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากที่จำเลยทำร้ายและเป็นเหตุที่ทำให้ตาย (เพราะหากอยู่โรงพยาบาลรักษาต่อไป ก็จะไม่ตาย)

เมื่อจับประเด็นได้แล้วว่า การกระทำของญาติเป็น "เหตุแทรกแซง" ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ เหตุแทรกแซงดังกล่าว "คาดหมาย" ได้หรือไม่

หากความตายเกิดเพราะแพทย์ประมาทรักษาบาดแผลที่ถูกทำร้ายไม่ดี ทำให้คนไข้ตาย ศาลต่างประเทศตัดสินว่าการกระทำโดยประมาทของแพทย์ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติธรรมดาถึงขนาดที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของจำเลยในตอนแรกออกจากผลคือความตาย จำเลยจึงต้องรับผิดกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเหตุแทรกแซงดังกล่าวคือ
การรักษาคนไข้โดยประมาทของแพทย์นั้นเป็นสิ่งที่ "คาดหมายได้" นั่นเอง

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ญาติผู้ตายควรที่จะปล่อยให้การรักษาพยาบาลอยู่ในความดูแลของแพทย์ซึ่งหากผู้ตายรักษาพยาบาลด้วยวิธีการของแพทย์ดังกล่าวต่อไปก็จะไม่ตาย แต่ญาติ กลับดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจ และยังนำผู้ตายกลับบ้านคงจะพอถือได้แล้วว่าเป็น "เหตุแทรกแซง ที่ไม่อาจคาดหมายได้" ซึ่งทำให้ความตายไม่สัมพันธ์กับการกระทำของจำเลย จำเลยจึงรับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปก่อนเกิดเหตุแทรกแซง คือพยายามฆ่าเท่านั้น

มีข้อที่น่าสังเกตว่า
ผู้ตายกำลังป่วยหนักไม่ได้เอาเครื่องช่วยออกด้วยตนเอง
จึงไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาว่าผู้ตายไม่ต้องการรักษาหรือไม่

ในต่างประเทศ เคยมีคดีที่ผู้ถูกทำร้ายไม่ยอมให้แพทย์ตัดขาเพื่อกันการแพร่กระจายของเชื้อแกงกรีน ต่อมาจึงตายเพราะเชื้อแกงกรีนนั้น เช่นนี้ ผู้ทำร้ายต้องรับผิดในความตาย

หากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดว่า ผู้ตายสั่งให้ญาติเอาเครื่องช่วยหายใจออก และขอไปรักษาตัวที่บ้าน ผลอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้

ผู้บันทึกเห็นด้วยที่ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดเพียงฐานพยายามฆ่า
อย่างไรก็ตาม ผู้บันทึกเห็นว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้าจำเลยไม่ทำร้ายในตอนแรก ผู้ตายก็จะไม่ตายในที่สุด จึงต้องถือว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ของการทำร้ายนั่นเอง แต่ถึงกระนั้นจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในความตาย เพราะการกระทำของบุคคลที่สามคือญาติ เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายไม่ได้ เหตุแทรกแซงเช่นนี้จึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างความตายในบั้นปลายออกจากการทำร้ายในตอนแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความตายซึ่งเป็น "ผลโดยตรง" อันเกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายไม่ได้นั้น แต่รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปแล้ว ก่อนเกิดเหตุแทรกแซง กล่าวคือ พยายามฆ่า

มีข้อสังเกตว่า ศาลฎีกาใช้คำว่าความตาย "หาใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่" ซึ่งก็คงหมายความว่า ความตายไม่ใช่ "ผลโดยตรง" จากการกระทำของจำเลย

ที่ศาลฎีกากล่าวเช่นนี้ อาจเป็นเพราะกรณีใดที่จะให้จำเลยต้องรับผิดในผลบั้นปลาย ก็จะใช้คำว่า "ผลโดยตรง"
ด้วยเหตุนี้ หากจะไม่ให้จำเลยต้องรับผิดในผลบั้นปลายเช่นในคดีนี้ ก็ใช้ถ้อยคำว่าไม่ใช่ "ผลโดยตรง"
การที่ศาลฎีกาไม่ได้นำหลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 เข้ามาใช้ในการตัดสินคดีนี้ นับว่าถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะความตายไม่ใช่ผลที่ทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากจำเลยมีเจตนาให้ตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 63

เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2528 ข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และตายหลังจากถูกยิง 9 เดือน ความตายเกิดจากบาดแผลที่ถูกยิง ซึ่งผู้ตายรักษาตัวไม่ดีจนแผลติดเชื้อ ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดในความตายโดยให้เหตุผลว่า ความตาย "เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลย"

แลดูประหนึ่งว่า เป็นการใช้หลักผลธรรมดาตามมาตรา 63 ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของมาตรา 63 เพราะขณะยิง จำเลยก็เจตนาจะให้ผู้ถูกยิงตาย ในที่สุดผุ้ถูกยิงก็ตายสมเจตนาของจำเลย เมื่อไม่อยู่ในข่ายของมาตรา 63 จึงไม่ต้องพิจารณาหลัก "ผลธรรมดา" แต่ให้ดูว่าความตายอันเป็น "ผลโดยตรง" นั้น เกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้หรือไม่ การที่ผู้เสียหายรักษาบาดแผลไม่ดีต้องถือว่าคาดหมายได้ จำเลยจึงต้องรับผิดในความตาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2528 จึงควรที่จะให้เหตุผลในทำนองว่า "จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 เพราะความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย" ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่าจะไปใช้หลักผลธรรมดาผู้ที่จะต้องรับผิดในความตาย

ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้คือ ญาติผู้ตาย หากมีเจตนาฆ่า (แม้จะโดยเหตุจูงใจเพื่อช่วยให้ผู้ตายพ้นจากความทรมานอันเข้าลักษณะ mercy killing) ก็มีความผิดตามมาตรา 288 หากไม่เจตนาฆ่าก็ต้องถือว่าทำให้คนตายโดยประมาทตามมาตรา 291 ความตายที่เกิดขึ้นเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของญาติตาม ที่ศาลฎีกากล่าวไว้ ในกรณีเช่นนี้ไม่มี "เหตุแทรกแซง" ใด ๆ เพราะหลังจากที่ญาติถอดเครื่องช่วยหายใจ และพากลับบ้านในช่วงนี้ ไม่มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ ใด ๆ เกิดขึ้นอันจะถือได้ว่าเป็น "เหตุแทรกแซง" จึงไม่ต้องพิจารณาว่าจะคาดหมายได้หรือไม่ ความตายที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น จึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทแล้วแต่กรณีของญาตินั่นเอง

(2) เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลรวมทั้งศาลไทยด้วยที่ถือทฤษฎี "ผลโดยตรง" หรือ "ทฤษฎีเงื่อนไข" เป็นหลักในการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในความผิดอาญา

ฉะนั้น หลักที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้จึงมีเพียงว่า จำเลยมีเจตนาหรือเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนเองและผลได้เกิดขึ้นตามนั้นหรือไม่
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายอายุ 90 ปี มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียว ทั่วร่างกายกับมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาว ประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร กระดูกขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงร้าว 2 ซี่ โดยจำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตาย โดยมีเจตนาฆ่า

ดังนี้จะเห็นได้ว่า บาดแผลต่าง ๆ ที่ปรากฏนั้น เป็นบาดแผลฉกรรจ์ถึงตาย หากแพทย์ไม่ช่วยไว้ด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจและผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดของผู้ตายเพราะมีลมรั่วจากทางเดินหายใจ ผลจากการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสถึงตายได้ดังที่จำเลยเจตนา ซึ่งในที่สุดผู้ตายก็ถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยอีก การที่มีเหตุแทรกแซงที่นายแพทย์พยายามช่วยชีวิตด้วยวิทยาการก้าวหน้าจนสำเร็จในระยะแรก ซึ่งหากสำเร็จจนหายปกติ จำเลยคงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้ตายเท่านั้น เพราะการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลและไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

แต่คดีนี้การช่วยชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ แม้ไม่ใช่เพราะความไม่สามารถของแพทย์ แต่เพราะญาติผู้ตายดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออกจากตัวผู้ตาย ด้วยเหตุผู้ตายคิดว่าตนจะต้องตายและญาติจะให้ผู้ตายไปตายที่บ้าน เมื่อไม่ปรากฏว่าญาติกระทำโดยเจตนาเพื่อฆ่าผู้ตาย หากแต่กระทำไปเพราะเชื่อว่าผู้ตายจะต้องตายในที่สุด

ดังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของจำเลยกับผลของการกระทำคือความตายจึงไม่ขาดตอน จำเลยจึงต้องรับผลอันนั้นและมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาอันเป็นความผิดสำเร็จสมเจตนาของจำเลย
ส่วนการกระทำของญาตินั้น ไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายเกิดจากบาดแผลที่จำเลยทำร้ายเอานั้น ญาติผู้ตาย เพียงแต่ไม่ยอมให้แพทย์แสดงความสามารถโดยตลอดที่จะบรรเทาผลร้ายจากการกระทำของจำเลยเพื่อให้ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าแพทย์จะทำสำเร็จเพียงใด อาจเพียงทำให้การตายบังเกิดเนิ่นช้าออกไปเท่านั้นก็ได้

ความไม่แน่นอนมีดังนี้ แม้พยานแพทย์เบิกความยืนยันว่าหากผู้ตายอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว โอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูงก็ตาม ก็เป็นเพียงพยานความเห็น เมื่อผู้ตายมีอายุถึง 90 ปี ความไม่แน่นอน ในความสำเร็จในการรักษาก็มีสูงเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลขาดตอนแต่อย่างใด
ส่วนการกระทำของญาติผู้ตาย จะมีความผิดทางอาญาอย่างไร หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

หมายเหตุ
การกระทำของจำเลยเป็นเจตนาทำร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295
ปัญหามีว่า จำเลยจะต้องรับผิดในความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 หรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหลักที่ว่า ความตายสัมพันธ์กับการทำร้ายหรือไม่ หากสัมพันธ์กัน จำเลยก็ต้องรับผิดตามมาตรา 290

หากไม่สัมพันธ์กัน จำเลยก็รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไป กล่าวคือ มาตรา 295 เท่านั้น

การวินิจฉัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลในความผิดตามมาตรา 290 และมาตรา 295 นั้น
มีสองแนวความคิดด้วยกัน ดังนี้

(1) ความเห็นแรก ถือว่า ความตายตามมาตรา 290 เป็นผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจากการกระทำความผิดตามมาตรา 295 ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 เป็นเครื่องวินิจฉัย
กล่าวคือ หากความตายเป็น "ผลธรรมดา" ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรา 290 หากไม่ใช่ "ผลธรรมดา" ก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 290 แต่รับผิดตามมาตรา 295 เท่านั้น

ความเห็นแรกนี้ ปรากฏอยู่ในคำอธิบายกฎหมายอาญาของท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ดู หยุด แสงอุทัย, กฎหมายอาญา ภาคทั่วไป (พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2520), น.80-81 และหยุด แสงอุทัย, กฎหมายอาญา ภาค 2-3 (พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2523), น. 321

ปัญหาในเรื่องนี้ เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 442/2502 ตัดสินว่า "ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยแทง แม้ถึงว่า จะเนื่องจากการรักษาบาดแผลไม่ดี เพราะบาดแผลเน่าจึงเป็นพิษก็ดี แต่เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา" การที่ศาลฎีกาใช้คำว่า "ผลธรรมดา" แลดูประหนึ่งว่า ศาลฎีกาเห็นว่า ผลคือความตายตามมาตรา 290 ต้องเป็น "ผลธรรมดา" จากการทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 อย่างไรก็ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ตัดสินตามกฎหมายลักษณะอาญา ซึ่งในขณะใช้กฎหมายลักษณะอาญายังไม่มีบทบัญญัติในเรื่อง "ผลธรรมดา" ดังเช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 แต่อย่างใด

(2) ความเห็นที่สอง เป็นความเห็นของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ซึ่งถือว่าความตายตามมาตรา 290 ไม่ใช่ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น จากการกระทำความผิดตามมาตรา 295 ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า การทำร้ายตามมาตรา 295 ต้องมีเจตนาให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนการทำร้ายตามมาตรา 290 ไม่ต้องถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อาจผลักเบา ๆ ไม่ถึงอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็ได้ ขอให้มีผลคือความตาย ก็เป็นกรณีตามมาตรา 290 ได้ ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการทำร้ายตามมาตรา 295 และผลคือความตายตามมาตรา 290 จึงไม่ต้องใช้หลักผลธรรมดา แต่ใช้หลัก "ผลโดยตรง"
ความเห็นนี้ ปรากฏอยู่ในคำอธิบายกฎหมายอาญาของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ดู จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และภาค 3 (กรุงเทพ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2524), น. 1917, 1922, 1923. และจิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค 1 (กรุงเทพ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2529), น. 170, 171.

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ผู้ตายเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้วในขณะที่ถูกจำเลยทำร้าย จากเอกสารทาง การแพทย์ได้อธิบายว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่ำและติดเชื้อในกระแสโลหิตได้โดยง่าย จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะการถูกทำร้ายประกอบกับการที่ตนร่างกายอ่อนแอเพราะเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้ว ซึ่งหากร่างกายแข็งแรง ถูกทำร้ายเพียงเท่านี้ก็จะไม่ถึงตาย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณาคือ ความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้ายหรือไม่ "ผลโดยตรง" คือ ผลตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งมีหลักว่า "ถ้าไม่มีการกระทำ (ของจำเลย) ผลไม่เกิด ถือว่า ผลเกิดจากการกระทำของจำเลย แม้ว่าผลจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการกระทำของผู้กระทำคนอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการกระทำ (ของจำเลย) ผลก็ยังเกิด จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำ (ของจำเลย) ไม่ได้"

ความตายของผู้ตายตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้เป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้ายของจำเลยอย่างแน่นอน เพราะหากจำเลยไม่ทำร้าย ผู้ตายก็จะยังไม่ตาย การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากถูกทำร้ายเพียง 17 ชั่วโมง จึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการถูกทำร้ายนั่นเอง แม้ว่าผู้ตายจะเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้วก็ตาม เพราะหากไม่ถูกทำร้าย แม้จะเป็นโรคตับแข็ง ผู้ตายก็จะยังไม่ตาย จึงต้องถือว่า ความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้าย

ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จึงนับว่าถูกต้องแล้ว

มีข้อสังเกตว่า การที่ผู้ตายเป็นโรคตับแข็งไม่ใช่ "เหตุแทรกแซง" เพราะจะเป็น "เหตุแทรกแซง" ได้จะต้องเป็น
(1) เหตุที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากถูกทำร้าย
และ (2) เป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลคือความตาย

หากข้อเท็จจริงเป็นว่า ผู้ตายร่างกายแข็งแรงปกติธรรมดา แต่หลังจากถูกทำร้ายกลับรักษาบาดแผลไม่ดี แผลเน่าเป็นพิษ และถึงแก่ความตาย หลังจากถูกทำร้ายแล้วสามเดือน เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่า "การรักษาบาดแผลไม่ดี" เป็นเหตุแทรกแซง แต่โรคตับแข็งที่ผู้ตายเป็นอยู่แล้วในขณะถูกทำร้าย

ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ไม่ใช่ "เหตุแทรกแซง" เพราะเป็นสภาพร่างกายของผู้ตายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในขณะที่จำเลยทำร้าย ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นใหม่เพราะการทำร้ายนั้น

กรณีที่ผู้ตายร่างกายผิดปกติ เมื่อถูกทำร้ายจึงถึงแก่ความตาย อย่างง่ายดายนี้ ศาลต่างประเทศก็ตัดสินว่า ความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้าย เคยมีคดีต่างประเทศที่ผู้ตายเป็นโรคโลหิตไหลไม่หยุด จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้และทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลก็ตัดสินว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

หมายเหตุ
บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ที่ว่า "สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา" นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิด อำนาจแก่สามีที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะฉุดคร่าภริยาไปเพื่อการอนาจาร และหน่วงเหนี่ยวกักขังภริยา หากสามีกระทำการดังกล่าวย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 และ 310 และการที่สามีใช้กำลังบังคับกอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราภริยา สามีย่อมมีความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 หากมีการทำร้ายร่างกายก็มีความผิดตามมาตรา 295 หรือ 391 ได้ แต่สามีไม่มีความผิดตามมาตรา 276 เพราะผู้ถูกกระทำตามมาตรา 276 จะต้องเป็น "หญิงซึ่งมิใช่ภริยา" สามีภริยาตามมาตรา 276 หมายถึงสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
จำเลยในคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ คงไม่ใช่สามีที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย
ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ เพราะเหตุใดจำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 284, 310 และ 276 ตามที่โจทก์ฟ้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก บัญญัติไว้ตอนหนึ่งว่า "ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด"

มาตรา 62 นี้ คือเรื่องความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งมีความหมายกว้างขวาง
การไม่รู้กฎหมายแพ่งและการสำคัญผิดในสิทธิตามกฎหมายแพ่งนั้น ถือเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงได้

จำเลยในเรื่องนี้คงสำคัญผิด 2 ประการด้วยกัน คือ
(1) สำคัญผิดว่าตนเป็นสามีที่ชอบด้วยกฎหมาย
และ (2) สำคัญผิดว่าการเป็นสามีที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก่อให้เกิดอำนาจที่จะฉุดคร่าภริยาไปเพื่อการอนาจารได้ และมีอำนาจที่จะหน่วงเหนี่ยวกักขังและบังคับร่วมประเวณีกับภริยาได้ ดังที่ศาลฎีกาได้กล่าวว่า "อาจเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิกระทำได้กับภริยาซึ่งมีบุตรด้วยกัน"

ความสำคัญผิดดังกล่าวนี้เอง ทำให้จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 284, 310 และ 276 ซึ่งตรงกับมาตรา 62 ที่ว่า "แม้ข้อเท็จจริงนั้น (สิทธินั้น) จะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่า (สิทธินั้น) มีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด"

ขณะที่ใช้กฎหมายลักษณะอาญา ไม่มีบทบัญญัติดังเช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 แต่ศาลฎีกาก็เคยตัดสินทำนองเดียวกันนี้ในฎีกาที่ 642/2489 ข้อเท็จจริงคือ จำเลยกับผู้เสียหายไม่ใช่สามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เคยได้เสียกันมา ต่อมาผู้เสียหายแยกตัวไปอยู่ที่อื่น เมื่อจำเลยพบผู้เสียหาย จำเลยฉุดผู้เสียหายเพื่อจะให้มาอยู่กินด้วยกันตามเดิม ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉุดคร่าและหน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยให้เหตุผลว่าเพราะ "จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้เสียหายเป็นภริยาจำเลย" ซึ่งก็ตรงกับความเข้าใจผิดในข้อ (1) ของจำเลยตามคำพิพากษาฎีกาที่ 430/2532 นี้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การให้เหตุผลแต่เพียงว่า "จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้เสียหายเป็นภริยาจำเลย" นั้น น่าจะยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฐานฉุดคร่าและหน่วงเหนี่ยวกักขัง เพราะแม้สามีที่ชอบด้วยกฎหมายก็กระทำความผิดสองฐานดังกล่าวต่อภริยาได้ จึงน่าจะต้องให้เหตุผลต่อไปด้วยในทำนองที่ว่า จำเลยก็เข้าใจโดยสุจริตว่าสามีมีสิทธิที่จะกระทำการดังกล่าว (ฉุดคร่า หน่วงเหนี่ยวกักขัง) ต่อภริยาได้ ซึ่งก็ตรงกับเหตุผล ข้อ (2) ของจำเลยตามคำพิพากษาฎีกาที่ 430/2532 นี้ ตามที่กล่าวมาแล้วตอนต้น

ความสำคัญผิด 2 ประการดังกล่าว ทำให้จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 284 และ 310

จากคุณ : อ่านระวังๆ หน่อย อ่านฎีกา อ่านหมายเหตุ - [24 ก.ย.46 21:10]
ความคิดเห็นที่  2 :


2264/38
โจทก์และจำเลยนำสืบพยานโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างฟ้องเป็นคดีแพ่งกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท อีกฝ่ายรุกล้ำ ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทกันอยู่ การที่จำเลยเข้าไปปักเสาขึงลวดหนามและจำเลยปลูกต้นผลไม้ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยจึงไม่มีเจตนาเข้าไปกระทำการใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๒


เจตนา, ตัวการ, ผู้ใช้, ผู้ใช้ให้กระทำผิดโดยการโฆษณา, ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์, ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
1459/32 จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้ตาย แล้วพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้รู้หรือได้มีการนัดหมายกันมาก่อนว่าคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายมีเจตนาฆ่ามาตั้งแต่แรก จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับคนร้ายอื่นฆ่าผู้ตาย อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 289 (7)

แต่เมื่อการฆ่าผู้ตายเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ จึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคท้าย
เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้ตาย และผู้ถูกใช้ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผลของการกระทำของผู้ถูกใช้ในการปล้นทรัพย์นั้นทั้งสิ้น

เมื่อการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้ย่อมต้องรับผิดในผลการกระทำของผู้ถูกใช้อันเนื่องจากการปล้นทรัพย์เสมือนเป็นตัวการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วย


อายุความร้องทุกข์ของความผิดอันยอมความได้
945/32 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2530 จนกระทั่งถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2530 เป็นการกระทำผิดหลายคราวต่อเนื่องกันตลอดมา ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2530 เป็นการร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ


เจตนา, ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล, พยายาม, ฆ่าผู้อื่น
659/32 จำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตายมีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวทั่วร่างกายกับมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร มีบาดแผลถลอกที่ขากรรไกรและและข้อศอกซ้าย กระดูกขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงร้าว ฟังได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า

หลังจากที่ผู้ตายถูกทำร้ายแล้ว ได้มีการนำตัวผู้ตายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์ได้รักษาผู้ตายเบื้องแรกโดยให้น้ำเกลือ ใส่ท่อช่วยหายใจ ผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดข้างซ้าย เพราะมีลมรั่วออกมาจากทางเดินหายใจ แล้วใส่เครื่องช่วยหายใจให้ผู้ตายด้วย และแพทย์ผู้รักษามีความเห็นว่า หากให้ผู้ตายรักษาที่โรงพยาบาลต่อไป แล้วโอกาสที่ผู้ตายจะมีชีวิตรอดมีมากกว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตาย การที่ญาติผู้ตายกระทำให้การรักษาสิ้นสุดลงโดยการดึงเครื่องช่วยหายใจ และท่อช่วยหายใจออก แล้วพาผู้ตายกลับบ้าน และผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หาใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่ เพราะเมื่อผู้ตายอยู่ในความดูแลรักษาของแพทย์แล้ว ผู้ตายย่อมเป็นผู้อยู่ในสภาพที่มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานพยายามฆ่าผู้ตาย



ฆ่าคนตายโดยไม่มีเจตนา
657/32จำเลยใช้ไม้ขนาดหน้า 3 นิ้วฟุต ยาวราว 1 ศอก ไม่ปรากฏว่าหนาเท่าใดตีผู้ตาย เมื่อผู้ตายล้มลงก็เข้าไปกระทืบซ้ำ และเมื่อจำเลยต้อนผู้ตายไปติดอยู่ที่รถปิกอัพ จำเลยก็จับศีรษะผู้ตายโขกกับเสาเหล็กโครงหลังคารถปิกอัพซึ่งเป็นเสากลมกลวงขนาดโตไม่เกิน 1 นิ้ว เมื่อผู้ตายเดินกลับบ้าน จำเลยก็หักไม้รั้วบ้านซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นไม้ขนาดเท่าใดตีผู้ตายแล้วก็เลิกรากันไป ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย คงถือได้เพียงว่า จำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้ตายเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าก่อนถูกจำเลยทำร้ายร่างกาย ผู้ตายยังมีอาการปกติดีอยู่ ไม่ปรากฏว่ามีอาการผิดปกติอันส่อว่าจะถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว กลับถึงแก่ความตายหลังจากถูกจำเลยทำร้ายเพียงประมาณ 17 ชั่วโมง แม้แพทย์จะเห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็ง มิได้ตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้ายก็ตาม ก็ถือว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการถูกจำเลยทำร้ายเพราะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนาตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก



โดยทุจริต, สำคัญผิดในข้อเท็จจริง, ข่มขืนกระทำชำเราหญิงที่มิใช่ภริยาของตนพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, ชิงทรัพย์
430/32 จำเลยกับผู้เสียหายแต่งงานกันตามลัทธิศาสนาอิสลาม มีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาจำเลยกับผู้เสียหายแยกกันอยู่ แต่มิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปกักขังเพื่อกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา จึงอาจเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิกระทำได้กับภริยาซึ่งมีบุตรด้วยกัน และบุตรก็ยังอยู่กับจำเลย อันเสมือนกับทำโดยวิสาสะ ย่อมไม่เข้าลักษณะกระทำโดยมีเจตนาร้าย ไม่เป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

จำเลยถอดเอาแหวนและตุ้มหูของผู้เสียหาย โดยจำเลยบอกกับผู้เสียหายว่าถ้ามีแหวนและตุ้มหูติดตัวอาจมีเงินหลบหนีได้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาเพียงที่จะป้องกันมิให้ผู้เสียหายหลบหนีหามีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายเป็นประโยชน์ส่วนตัวไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์











จากคุณ : ที่ติดไว้ มาแปะแล้ว - [25 ก.ย.46 16:57]
ความคิดเห็นที่  3 :
1489/43
จำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อกระทำชำเรา จำเลยที่ 3 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ออกไปจากห้องแล้วปล่อยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกอีก2 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องทีละคนโดยจำเลยที่ 3 มิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกอีก 2 คน ก่อนหรือขณะกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

คงได้แนวคิดของท่านอาจารย์ผู้บรรยายท่านหนึ่ง
สองข้อเสียด้วย
59 ขึ้น

ผลโดยตรง อ จิตติ

รหัสฎีกา
ฎ 25320659 ม 2
เลขที่ฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 659/2532
ชื่อคู่ความ
โจทก์
อัยการหลังสวน
จำเลย
นายไกรรัตน์หรือเชื้อ แต่งเลี่ยน
ชื่อกฎหมาย
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59, 63, 80, 288.
ย่อสั้น
จำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตายมีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวทั่วร่างกาย
กับมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ
1.5 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร มีบาดแผลถลอกที่ขากรรไกรและข้อศอกซ้าย
กระดูกขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงร้าว 2 ซี่ ฟังได้ว่าจำเลย
ทำร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า
หลังจากที่ผู้ตายถูกทำร้ายแล้ว ได้มีการนำตัวผู้ตายไปรับ
การรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์ได้รักษาผู้ตายเบื้องแรกโดยให้น้ำเกลือ
ใส่ท่อช่วยหายใจ ผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดข้างซ้ายเพราะ
มีลมรั่วออกมาจากทางเดินหายใจ แล้วใส่เครื่องช่วยหายใจให้ผู้ตาย
ด้วย และแพทย์ผู้รักษามีความเห็นว่า หากให้ผู้ตายรักษาตัวที่
โรงพยาบาลต่อไปแล้ว โอกาสที่ผู้ตายจะมีชีวิตรอดมีมากกว่าผู้ตาย
จะถึงแก่ความตาย การที่ญาติผู้ตายกระทำให้การรักษาสิ้นสุดลง
โดยการดึงเครื่องช่วยหายใจ และท่อช่วยหายใจออก แล้วพาผู้ตาย
กลับบ้าน และผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นผล
โดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หาใช่เป็นผลจากการกระทำของ
จำเลยโดยตรงไม่ เพราะเมื่อผู้ตายอยู่ในความดูแลรักษาของ
แพทย์แล้ว ผู้ตายย่อมเป็นผู้อยู่ในสภาพที่มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูง
การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานพยายามฆ่าผู้ตาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหามีว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่
โจทก์มีนายแพทย์นฤมิตร เกียรติกำจร ผู้ตรวจบาดแผลของผู้ตาย
เบิกความว่า ผู้ตายมีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวทั่วร่างกาย กับมีบาดแผล
ฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร
มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ
1 เซนติเมตร มีบาดแผลถลอกที่ขากรรไกรและข้อศอกซ้าย เมื่อทำการ
ฉายเอ็กซเรย์พบว่ากระดูกขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงร้าว 2 ซี่
พยานโจทก์ปากนี้เป็นนายแพทย์ผู้รักษาผู้ตายเป็นคนแรก ไม่มีส่วนได้
เสียในคดี เบิกความตามความรู้ทางวิชาชีพของตน คำเบิกความของพยาน
ดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าผู้ตายได้รับบาดแผลดังกล่าวแล้วจริง เมื่อ
ผู้ตายได้รับบาดแผลหลายแห่งทั่วร่างกาย โดยมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ
ที่คิ้ว และขากรรไกรหักแล้วย่อมเป็นการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า
ผู้ตายได้ถูกคนร้ายทำร้าย บาดแผลของผู้ตายมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ
และคนร้ายย่อมมีเจตนาฆ่าผู้ตาย ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยเป็นคนร้าย
คดีนี้หรือไม่ นางมนูญศรี แต่งเลี่ยน บุตรสาวผู้ตายซึ่งเป็นภรรยา
จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเคยเงื้อขวานจะตีผู้ตาย
และผู้ตายเคยแนะนำให้นางมนูญศรีหย่าขาดจากจำเลย ในเช้าตรู่
ของวันเกิดเหตุ พยานได้ไปตลาด ในบ้านจึงมีผู้ตายและจำเลย
เพียง 2 คน และระหว่างทางที่พยานส่งผู้ตายไปโรงพยาบาล
หลังสวนผู้ตายได้บอกกับพยานว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ไม้ตีผู้ตาย
พยานโจทก์ปากนี้เป็นภรรยาจำเลย แม้จะได้ความว่าเคยถูกจำเลย
ตบตีมาก่อน แต่ในคดีที่จำเลยต้องข้อหาอุกฉกรรจ์เช่นนี้ ย่อมไม่เป็น
เหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นสามีของตน ร้อยตำรวจเอก
สงัด เปาะทองคำ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า
ผู้ตายได้ให้การไว้ก่อนตายว่าถูกจำเลยใช้ไม้ตีทำร้ายตามเอกสารหมาย
จ.5 พยานโจทก์ผู้นี้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ คำเบิกความจึงรับฟังได้
เช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำเบิกความของนางมนูญศรี
และร้อยตำรวจเอกสงัดว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายหลัง
จากที่ผู้ตายถูกทำร้ายและก่อนถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยเบิกความว่า
เมื่อได้ยินเสียงโครมครามที่ห้องน้ำชั้นล่างจึงลงมาดู เห็นประตู
ห้องน้ำเปิดอยู่และพบผู้ตายนอนคว่ำหน้าบนเก้าอี้ซึ่งล้มอยู่ จาก
คำเบิกความของจำเลยย่อมเห็นได้ว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ในบ้านในขณะ
เกิดเหตุ เพราะหากมีจำเลยย่อมต้องรู้เห็นเป็นแน่ ไม่ปรากฏว่า
ผู้ตายมีสาเหตุกับผู้ใดมาก่อนนอกจากจำเลย เมื่อในขณะเกิดเหตุ
ในที่เกิดเหตุมีจำเลยกับผู้ตายเพียง 2 คน และจำเลยเคยมีสาเหตุ
กับผู้ตายมาก่อน แม้การระบุชื่อจำเลยของผู้ตายจะเป็นเพียงพยาน
บอกเล่า ก็ย่อมฟังประกอบพยานโจทก์อื่นได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดย
แน่ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า
ที่จำเลยนำสืบว่า ผู้ตายเป็นลมล้มและถึงแก่ความตายไม่มีเหตุผลให้รับ
ฟังได้
ปัญหาสุดท้ายมีตามฎีกาของจำเลยว่า การตายของผู้ตายเกิดจาก
ญาติผู้ตายดึงท่อเครื่องช่วยหายใจออกจากผู้ตาย อันเป็นผลโดยตรงที่
ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในผลแห่งการนี้
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากที่ผู้ตายถูกทำร้ายแล้ว ได้
มีการนำตัวผู้ตายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลหลังสวน แล้วต่อมา
ได้นำไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมพร ที่ผู้ตายกลับบ้านก่อนตายนั้น
นางมนูญศรีพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อถึงโรงพยาบาลชุมพรแล้ว
แพทย์ได้พาผู้ตายไปเอ็กซเรย์แล้วนำตัวไปห้องฉุกเฉิน แพทย์บอกว่า
อาการไม่ดีขึ้น พยานจึงพาผู้ตายกลับบ้านและผู้ตายถึงแก่ความตายเช้า
วันรุ่งขึ้น ส่วนนายแพทย์พรชัย อัศววินิจกุลชัยแพทย์ประจำ
โรงพยาบาลชุมพร ผู้รักษาผู้ตายเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า
ได้รักษาผู้ตายเบื้องแรกโดยให้น้ำเกลือ ใส่ท่อช่วยหายใจที่จมูก
แล้วผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดข้างซ้ายของผู้ตายเพราะมีลมรั่ว
ออกมาจากทางเดินหายใจ จากนั้นได้นำผู้ตายไปห้องผู้ป่วยรวม
โดยได้ใส่เครื่องช่วยหายใจให้ผู้ตายด้วย การรักษาได้ทำรายงาน
ตามเอกสารหมาย ป.ล.4 ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา เจ้าหน้าที่
ได้รายงานว่าญาติผู้ตายจะนำผู้ตายกลับบ้าน พยานจึงได้ไปดูอาการ
ผู้ตายและบอกกับญาติผู้ตายว่าถ้านำไปบ้านโอกาสที่จะถึงแก่ความตายมี
มาก พยานได้ออกมาที่โต๊ะพยาบาลที่อยู่นอกห้องเพื่อดูรายงานการรักษา
และพูดกับพยาบาลว่า ไม่อยากให้ผู้ตายกลับบ้าน จากนั้นพยานได้เข้าไป
ดูอาการของผู้ตายอีก ปรากฏว่าเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจได้มี
ผู้ดึงออกจากตัวผู้ตายแล้ว โดยขณะนั้นมีญาติผู้ตายอยู่ 5-6 คน ไม่มี
ใครยอมรับว่าเป็นผู้เอาเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออกและ
โดยสภาพแล้วผู้ตายจะเอาออกเองไม่ได้พยานจึงได้จัดให้เจ้าหน้าที่
บันทึกให้ญาติผู้ตายลงชื่อว่าไม่เต็มใจให้พยานรักษาตามเอกสาร ป.ล.2
จากนั้นญาติผู้ตายได้พาผู้ตายกลับบ้าน พยานจำเลยปากนี้ยังเบิกความ
ต่อไปอีกว่าหากผู้ตายได้รับการรักษาติดต่อกันแล้วโอกาสที่ผู้ตายจะมี
ชีวิตรอดอยู่มีมากกว่าที่จะถึงแก่ความตาย สำหรับนายแพทย์พรชัย
พยานจำเลยนี้เป็นแพทย์ที่ดูแลรักษาพยาบาลผู้ตายเป็นคนสุดท้าย
ก่อนผู้ตายจะถึงแก่ความตาย ไม่มีส่วนได้เสียในคดี เบิกความตาม
ความรู้ทางวิชาแพทย์ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติงานมา ข้อเท็จจริงจึงฟัง
ได้ตามคำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้ว่า หากญาติผู้ตายไม่ดึง
เครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออกจากตัวผู้ตาย โดยให้ผู้ตาย
รักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมพรต่อไปแล้ว โอกาสที่ผู้ตายจะมีชีวิต
รอดมีมากกว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตาย และเมื่อฟังข้อเท็จจริงตาม
คำเบิกความของนายแพทย์พรชัยพยานจำเลยแล้ว การที่ญาติผู้ตาย
ได้กระทำให้การรักษาสิ้นสุดลงโดยการดึงเครื่องช่วยหายใจและ
ท่อช่วยหายใจออกอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
หาใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่ เพราะเมื่อผู้ตาย
อยู่ในความดูแลรักษาของแพทย์แล้ว ผู้ตายย่อมเป็นผู้อยู่ในสภาพ
ที่มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูงตามคำเบิกความของนายแพทย์พรชัยแล้ว
การที่ผู้ตายคิดว่าตนจะต้องตายและญาติได้ดึงเอาเครื่องช่วยหายใจ
ตลอดจนท่อช่วยหายใจออกเพื่อที่จะให้ผู้ตายไปตายที่บ้าน จะสันนิษฐาน
ว่าหากผู้ตายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ยัง
จะต้องตายย่อมเป็นการสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งไม่อาจ
กระทำได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตาย
ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่มีความผิดเพียงฐานพยายามฆ่าผู้ตายเท่านั้น
ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย ไม่ต้องด้วย
ความเห็นของศาลฎีกา"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด
13 ปี 4 เดือน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
ชื่อองค์คณะ
( ประมาณ ชันซื่อ - มาโนช เพียรสนอง - เจริญ นิลเอสงฆ์ )
เจ้าของสำนวน
ประมาณ ชันซื่อ
หมายเหตุ
(1) เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำ
ในทางอาญา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า causation นั้น
ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 63 เพียงมาตราเดียวว่า
"ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้"
หลักในมาตรา 63 นี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ผลธรรมดา" แต่จะใช้หลัก
"ผลธรรมดา" นี้ วินิจฉัยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำ
และผลได้เฉพาะกรณีที่ผลนั้นทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเท่านั้น
จะไปใช้ในกรณีอื่น ๆ ไม่ได้ ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
โดยทั่วไปแล้วก็คือ ผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาในตอนแรก
ของผู้กระทำ เช่น แดงโกรธดำ แดงชกดำที่ใบหน้า ขณะที่แดงชกดำนั้น
แดงมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายดำตามมาตรา 295 เท่านั้น ปรากฏว่า
ดำถูกชกตาบวม อีกสิบวันต่อมาตาบอด ซึ่งเป็นอันตรายสาหัสตาม
มาตรา 297 และเป็นผลทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น เพราะโทษ
ตามมาตรา 297 หนักกว่า 295 กรณีเช่นนี้แดงจะมีความผิดตาม
มาตรา 297 ก็ต่อเมื่อการที่ดำตาบอดนั้นเป็น "ผลธรรมดา"
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง แดงโกรธดำ เมื่อแดงทราบว่าดำปิดบ้านทิ้ง
ไว้และเดินทางไปต่างประเทศ แดงจึงลอบวางเพลิงเผาบ้านของดำ
ขณะที่แดงจุดไฟเผาบ้านของดำ แดงมีเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์
อันเป็นความผิดตามมาตรา 218 ปรากฏว่าขาวซึ่งดำมอบหมายให้
นอนอยู่ในห้องใต้ดินเพื่อดูแลบ้าน ถูกไฟคลอกตายเช่นนี้แดงไม่มีเจตนา
ทำให้ขาวตาย เพราะแดงไม่รู้ว่าขาวนอนอยู่ในบ้าน เมื่อไม่รู้
ก็ไม่มีเจตนา (มาตรา 59 วรรค 3) การที่ขาวตายมีมาตรา 224
วรรคแรกบัญญัติไว้ ซึ่งโทษหนักกว่ามาตรา 218 เช่นนี้แดงจะต้องรับผิด
ตามมาตรา 224 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ว่าการที่ขาวตายอันเป็นผลที่แดง
ไม่มีเจตนาในตอนแรกเลยนั้นเป็น "ผลธรรมดา" หรือไม่ หาก
เป็นผลธรรมดาก็มีความผิดตามมาตรา 224 หากไม่ใช่ผลธรรมดา
แดงก็มีความผิดเพียงมาตรา 218
มีข้อสังเกตว่า หากผู้กระทำมีเจตนาจะให้ผลนั้นเกิด
ตั้งแต่แรก ในที่สุดผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช่ผลที่ทำให้
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น จึงไม่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตาม
มาตรา 63 เช่น แดงต้องการฆ่าดำ แดงใช้ปืนยิงดำ ดำถูกยิงมีบาดแผล
เล็กน้อยแต่ดำรักษาบาดแผลไม่ดีอีกสามเดือนต่อมาดำตายเพราะแผล
ที่รักษาไม่ดีนั้นเน่าเป็นพิษ เช่นนี้ความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้
แดงต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะขณะที่แดงยิงดำในตอนแรก แดงก็มี
เจตนาจะให้ดำตาย ในที่สุดดำก็ตายสมเจตนาของแดง ในกรณีเช่นนี้
เมื่อความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น
ผลการวินิจฉัยความผิดของแดงจึงไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตาม
มาตรา 63 แต่จะใช้หลักใดนั้นจะได้กล่าวต่อไป
หลักสากลในการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
ของการกระทำในทางอาญานั้น คือ "ผลโดยตรง" ซึ่งก็ได้แก่ผลตาม
"ทฤษฎีเงื่อนไข" นั่นเอง ทฤษฎีเงื่อนไขมีสาระสำคัญว่า "ถ้าไม่มีการ
กระทำผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น แม้จะต้องมีเหตุอื่น ๆ
ในการก่อให้เกิดผลนั้นขึ้นด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการกระทำนั้น ผล
ก็ยังเกิด เช่นนี้จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้นไม่ได้" คำว่า
"การกระทำ" ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก
และองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ๆ เช่น มาตรา 288 ก็ต้อง
หมายถึงการฆ่าโดยเจตนา มาตรา 291 ก็หมายถึงการทำให้ตายโดยประมาท
แม้ศาลฎีกาจะไม่เคยใช้คำว่า "ทฤษฎีเงื่อนไข" แต่
ก็ใช้คำว่า "ผลโดยตรง" ในคำพิพากษาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่
534/2511 น. 695 ศาลฎีกากล่าวว่าการตายและบาดเจ็บสาหัสย่อมเป็น
"ผลโดยตรง" จากความประมาทของจำเลยที่ 2 จึงลงโทษจำเลย
ที่ 2 ตามมาตรา 291 ผลโดยตรงที่ศาลฎีกากล่าวถึงนี้ก็คือ ผลตาม
ทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง
ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ไม่มีบทบัญญัติในเรื่อง "ผลโดยตรง"
ตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งก็เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติ
เรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคำ
อธิบายในตำรา และการวินิจฉัยของศาล จะมีก็แต่บางประเทศเท่านั้น
เช่น อิตาลี ที่บัญญัติไว้แน่ชัดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 40
มีสาระสำคัญว่าบุคคลไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น ถ้าผลนั้นไม่ใช่ผล
จากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตน
ในบางกรณีแม้ผลในบั้นปลายจะเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำ
ของผู้กระทำตามทฤษฎีเงื่อนไข ก็จะด่วนวินิจฉัยความรับผิดของ
ผู้กระทำทันทีไม่ได้ กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดคือ มาตรา 63
กล่าวคือ ถ้าผลของการกระทำความผิดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
ผลนั้นจะต้องเป็น "ผลธรรมดา" ซึ่งก็หมายความว่า จะเป็น
"ผลโดยตรง" แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จะต้องเป็น
"ผลธรรมดา" ด้วย "ผลธรรมดา" นี้ คือผลตามทฤษฎี "เหตุที่เหมาะสม"
ซึ่งนักนิติศาสตร์ต่างประเทศได้คิดค้นขึ้นเพื่อลดความแข็งกระด้าง
ของการใช้หลัก "ผลโดยตรง" และทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่
ผู้กระทำมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น แดงโกรธดำจึงลอบวางเพลิง
เผาโกดังเก็บสินค้าของดำที่ปล่อยทิ้งไว้ในที่รกร้าง ปรากฏว่าขาว
ซึ่งแอบมานอนหลับอยู่ในโกดังร้างนั้นโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟคลอกตาย
เช่นนี้ แม้ความตายของขาวจะเป็นผลโดยตรงจากการวางเพลิงของแดง
แต่แดงก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 224 เพราะความตายของขาว
ไม่ใช่ "ผลธรรมดา" แดงคงรับผิดตามมาตรา 218 เท่านั้น
ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม มีหลักในการพิจารณาคือดูว่าเหตุนั้น
เหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลขึ้นหรือไม่หากเพียงพอก็ต้องรับผิด
ในผล หากไม่เพียงพอก็ไม่ต้องรับผิดในผลนั้น "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63
คือผลตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง
"ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 นั้น หมายถึงผลที่ ผู้กระทำสามารถ
"คาดเห็น" ความเป็นไปได้ของผลนั้น ซึ่งใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน"
เป็นหลักในการวินิจฉัย การ "คาดเห็น" นี้ไม่ใช่ "เจตนาเล็งเห็นผล"
ตามมาตรา 59 ผู้กระทำอาจ "คาดเห็น" โดยไม่ "เล็งเห็นผล" ก็ได้
เช่น ตัวอย่างแรกที่แดงเผาบ้านของดำและขาวซึ่งนอนอยู่ในห้อง
ใต้ดินโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟคลอกตาย แดงไม่รู้ก็ถือว่าแดงไม่มี
เจตนาฆ่าขาว ทั้งประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผล (มาตรา 59 วรรค 3)
แต่คงต้องถือว่าแดง "คาดเห็น" ผลได้ เพราะเป็นการเผาบ้าน การที่ขาว
ซึ่งนอนในห้องใต้ดินถูกไฟคลอกตาย คงต้องถือว่าเป็น "ผลธรรมดา"
แดงจึงมีความผิดตาม มาตรา 224 วรรคแรก
มาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา"
วินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล เช่น มาตรา 224, 238,
280, 297, 302, 303, 308, 310, 313, 336, 339, 340
ได้กล่าวแล้วว่าหลัก "ผลธรรมดา" นั้นใช้ได้ในกรณีที่ผล
บั้นปลายเกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาของผู้กระทำในตอนแรกส่วนกรณี
ที่ผู้กระทำมีเจตนาในผลนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในตอนแรกอยู่แล้ว และใน
ที่สุดผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" แต่ให้ใช้หลัก
"ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมี
"เหตุแทรกแซง" เกิดขึ้นซึ่งวิญญูชน "คาดหมายได้" ผู้กระทำก็ต้อง
รับผิดในผลโดยตรงนั้น (เหตุแทรกแซงที่ "คาดหมายได้" คือเหตุ
ตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง) แต่ถ้า "คาดหมายไม่ได้" ก็ไม่ต้อง
รับผิดในผลโดยตรงบั้นปลาย แต่รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปแล้ว
ก่อนเกิด "เหตุแทรกแซง" นั้น "เหตุแทรกแซง" หมายถึง (1) เหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการกระทำของผู้กระทำ และ (2) เป็นเหตุ
ที่ก่อให้เกิดผลในบั้นปลายขึ้นโดยตรง ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ คือ
การรักษาบาดแผลไม่ดี เช่น แดงใช้ปืนยิงดำโดยมีเจตนาฆ่า ดำหลบทัน
กระสุนถูกร่างกายมีบาดแผลเล็กน้อย ดำรักษาบาดแผลไม่ดีแผลเน่า
เป็นพิษอีกสามเดือนต่อมาดำตาย เช่นนี้การที่ดำรักษาบาดแผลไม่ดี
เป็นเหตุแทรกแซง ซึ่ง "คาดหมายได้" แดงจึงต้องรับผิดในความตาย
ของดำ คำพิพากษาของศาลต่างประเทศและศาลไทยต่างก็ถือว่าผู้กระทำ
ต้องรับผิดในผลบั้นปลาย แม้จะเกิดจากการที่ผู้เสียหายรักษาบาดแผล
ไม่ดีก็ตาม
"เหตุแทรกแซง" มีหลายกรณีเช่น เหตุแทรกแซงจากเหตุการณ์ธรรมชาติ
จากการกระทำของผู้เสียหาย จากการกระทำของจำเลย จากการกระทำ
ของบุคคลที่สาม
ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ คงต้องถือว่าความตายเป็น
ผลโดยตรง ตามทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้า
จำเลยไม่ทำร้าย ก็ไม่มีบาดแผลก็ไม่ต้องรักษา และก็ไม่มีการดึง
เครื่องช่วยหายใจ และก็ไม่ตาย ความตายจึงเป็น "ผลโดยตรง" จาก
การกระทำของจำเลย แต่ถึงแม้จะเป็น "ผลโดยตรง" จะวินิจฉัยทันทีว่า
จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 ยังไม่ได้ ต้องดูต่อไปว่าจะต้องใช้
หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 หรือไม่ ซึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ไม่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" เพราะขณะจำเลย
ทำร้ายจำเลยมีเจตนาฆ่าอยู่แล้ว ในที่สุดผู้ถูกทำร้ายก็ตายสมเจตนาของ
จำเลย จะถือว่าเป็นผลที่ทำให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นไม่ได้ กล่าวอีก
นัยหนึ่งคือจะถือว่ามาตรา 288 เป็นบทหนักของมาตรา 288, 80
ตามความหมายของมาตรา 63 ไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้เมื่อไม่ใช่หลัก
ผลธรรมดาตามมาตรา 63 ก็ต้องดูต่อไปว่าความตายเกิดเพราะอะไร
ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าความตายเกิดเพราะญาติดึงเครื่องช่วยหายใจและ
ท่อช่วยหายใจและพากลับบ้าน การกระทำของญาตินี้ถือว่าเป็น
เหตุแทรกแซงเพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากที่จำเลยทำร้าย
และเป็นเหตุที่ทำให้ตาย (เพราะหากอยู่โรงพยาบาลรักษาต่อไป
ก็จะไม่ตาย) เมื่อจับประเด็นได้แล้วว่า การกระทำของญาติเป็น
"เหตุแทรกแซง" ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ เหตุแทรกแซง
ดังกล่าว "คาดหมาย" ได้หรือไม่
หากความตายเกิดเพราะแพทย์ประมาทรักษาบาดแผลที่
ถูกทำร้ายไม่ดี ทำให้คนไข้ตาย ศาลต่างประเทศตัดสินว่าการกระทำ
โดยประมาทของแพทย์ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติธรรมดาถึงขนาดที่จะตัด
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของจำเลยในตอนแรกออกจากผลคือความตาย
จำเลยจึงต้องรับผิดกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเหตุแทรกแซงดังกล่าวคือ
การรักษาคนไข้โดยประมาทของแพทย์นั้นเป็นสิ่งที่ "คาดหมายได้"
นั่นเอง
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ญาติผู้ตายควรที่
จะปล่อยให้การรักษาพยาบาลอยู่ในความดูแลของแพทย์ซึ่งหากผู้ตาย
รักษาพยาบาลด้วยวิธีการของแพทย์ดังกล่าวต่อไปก็จะไม่ตาย แต่ญาติ
กลับดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจ และยังนำผู้ตายกลับบ้าน
คงจะพอถือได้แล้วว่าเป็น "เหตุแทรกแซง ที่ไม่อาจคาดหมายได้"
ซึ่งทำให้ความตายไม่สัมพันธ์กับการกระทำของจำเลย จำเลยจึง
รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปก่อนเกิดเหตุแทรกแซง คือพยายามฆ่าเท่านั้น
มีข้อที่น่าสังเกตว่า ผู้ตายกำลังป่วยหนักไม่ได้เอาเครื่องช่วยออก
ด้วยตนเอง จึงไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาว่าผู้ตายไม่ต้องการรักษา
หรือไม่ ในต่างประเทศเคยมีคดีที่ผู้ถูกทำร้ายไม่ยอมให้แพทย์ตัดขา
เพื่อกันการแพร่กระจายของเชื้อแกงกรีน ต่อมาจึงตายเพราะเชื้อแกงกรีน
นั้น เช่นนี้ ผู้ทำร้ายต้องรับผิดในความตาย หากข้อเท็จจริงใน
คำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดว่า ผู้ตายสั่งให้ญาติเอาเครื่อง
ช่วยหายใจออก และขอไปรักษาตัวที่บ้าน ผลอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้
ผู้บันทึกเห็นด้วยที่ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดเพียงฐาน
พยายามฆ่า อย่างไรก็ตามผู้บันทึกเห็นว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ตาม
ทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้าจำเลยไม่ทำร้ายในตอนแรก
ผู้ตายก็จะไม่ตายในที่สุด จึงต้องถือว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ของ
การทำร้ายนั่นเอง แต่ถึงกระนั้นจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในความตาย
เพราะการกระทำของบุคคลที่สามคือญาติ เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชน
คาดหมายไม่ได้ เหตุแทรกแซงเช่นนี้จึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างความตาย
ในบั้นปลายออกจากการทำร้ายในตอนแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความ
ตายซึ่งเป็น "ผลโดยตรง" อันเกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายไม่ได้
นั้น แต่รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปแล้ว ก่อนเกิดเหตุแทรกแซงกล่าวคือ
พยายามฆ่า มีข้อสังเกตว่า ศาลฎีกาใช้คำว่าความตาย "หาใช่เป็นผล
จากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่" ซึ่งก็คงหมายความว่าความตาย
ไม่ใช่ "ผลโดยตรง" จากการกระทำของจำเลย ที่ศาลฎีกากล่าวเช่นนี้
อาจเป็นเพราะกรณีใดที่จะให้จำเลยต้องรับผิดในผลบั้นปลาย ก็จะใช้
คำว่า "ผลโดยตรง" ด้วยเหตุนี้หากจะไม่ให้จำเลยต้องรับผิดในผล
บั้นปลายเช่นในคดีนี้ ก็ใช้ถ้อยคำว่าไม่ใช่ "ผลโดยตรง"
การที่ศาลฎีกาไม่ได้นำหลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 เข้ามา
ใช้ในการตัดสินคดีนี้นับว่าถูกต้องอย่างยิ่งเพราะความตายไม่ใช่ผล
ที่ทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากจำเลยมีเจตนาให้ตาย
ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 63 เคยมีคำพิพากษา
ฎีกาที่ 1478/2528 ข้อเท็จจริงว่าผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และตาย
หลังจากถูกยิง 9 เดือน ความตายเกิดจากบาดแผลที่ถูกยิง ซึ่งผู้ตาย
รักษาตัวไม่ดีจนแผลติดเชื้อ ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดในความตาย
โดยให้เหตุผลว่า ความตาย "เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องมาจาก
การกระทำของจำเลย" แลดูประหนึ่งว่าเป็นการใช้หลักผลธรรมดา
ตามมาตรา 63 ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของมาตรา 63 เพราะขณะยิง
จำเลยก็เจตนาจะให้ผู้ถูกยิงตาย ในที่สุดผุ้ถูกยิงก็ตายสมเจตนาของ
จำเลยเมื่อไม่อยู่ในข่ายของมาตรา 63 จึงไม่ต้องพิจารณาหลัก
"ผลธรรมดา" แต่ให้ดูว่าความตายอันเป็น "ผลโดยตรง" นั้น
เกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้หรือไม่ การที่ผู้เสียหาย
รักษาบาดแผลไม่ดีต้องถือว่าคาดหมายได้ จำเลยจึงต้องรับผิดใน
ความตาย คำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2528 จึงควรที่จะให้เหตุผลในทำนองว่า
"จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 เพราะความตายเป็นผลโดยตรงจาก
การกระทำของจำเลย" ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่าจะไปใช้หลักผลธรรมดา
ผู้ที่จะต้องรับผิดในความตายตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้คือ
ญาติผู้ตาย หากมีเจตนาฆ่า (แม้จะโดยเหตุจูงใจเพื่อช่วยให้ผู้ตายพ้น
จากความทรมานอันเข้าลักษณะ mercy killing) ก็มีความผิดตามมาตรา 288
หากไม่เจตนาฆ่าก็ต้องถือว่าทำให้คนตายโดยประมาทตามมาตรา 291
ความตายที่เกิดขึ้นเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของญาติตาม
ที่ศาลฎีกากล่าวไว้ ในกรณีเช่นนี้ไม่มี "เหตุแทรกแซง" ใด ๆ เพราะ
หลังจากที่ญาติถอดเครื่องช่วยหายใจ และพากลับบ้านในช่วงนี้
ไม่มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ ใด ๆ เกิดขึ้นอันจะถือได้ว่าเป็น
"เหตุแทรกแซง" จึงไม่ต้องพิจารณาว่าจะคาดหมายได้หรือไม่
ความตายที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น จึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำ
โดยเจตนาหรือประมาทแล้วแต่กรณีของญาตินั่นเอง
(2) เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลรวมทั้งศาลไทยด้วยที่ถือทฤษฎี
"ผลโดยตรง" หรือ "ทฤษฎีเงื่อนไข" เป็นหลักในการวินิจฉัยความสัมพันธ์
ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในความผิดอาญา ฉะนั้น
หลักที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้จึงมีเพียงว่า จำเลยมีเจตนาหรือ
เล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนเองและผลได้เกิดขึ้นตามนั้นหรือไม่
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายอายุ 90 ปี มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียว
ทั่วร่างกายกับมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาวประมาณ
3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร กระดูกขากรรไกรหัก กระดูก
ซี่โครงร้าว 2 ซี่โดยจำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตาย โดยมีเจตนา
ฆ่า ดังนี้จะเห็นได้ว่า บาดแผลต่าง ๆ ที่ปรากฏนั้น เป็นบาดแผล
ฉกรรจ์ถึงตาย หากแพทย์ไม่ช่วยไว้ด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ
และผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดของผู้ตายเพราะมีลมรั่วจาก
ทางเดินหายใจ ผลจากการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บ
สาหัสถึงตายได้ดังที่จำเลยเจตนา ซึ่งในที่สุดผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย
สมเจตนาของจำเลยอีก การที่มีเหตุแทรกแซงที่นายแพทย์พยายาม
ช่วยชีวิตด้วยวิทยาการก้าวหน้าจนสำเร็จในระยะแรก ซึ่งหาก
สำเร็จจนหายปกติ จำเลยคงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้ตายเท่านั้น
เพราะการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลและไม่ครบองค์ประกอบ
ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่คดีนี้การช่วยชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ
แม้ไม่ใช่เพราะความไม่สามารถของแพทย์ แต่เพราะญาติผู้ตายดึง
เครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออกจากตัวผู้ตาย ด้วยเหตุ
ผู้ตายคิดว่าตนจะต้องตายและญาติจะให้ผู้ตายไปตายที่บ้าน เมื่อ
ไม่ปรากฏว่าญาติกระทำโดยเจตนาเพื่อฆ่าผู้ตาย หากแต่กระทำไป
เพราะเชื่อว่าผู้ตายจะต้องตายในที่สุดดังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง
การกระทำของจำเลยกับผลของการกระทำคือความตายจึงไม่ขาดตอน
จำเลยจึงต้องรับผลอันนั้นและมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาอันเป็น
ความผิดสำเร็จสมเจตนาของจำเลย ส่วนการกระทำของญาตินั้น
ไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายเกิดจาก
บาดแผลที่จำเลยทำร้ายเอานั้น ญาติผู้ตายเพียงแต่ไม่ยอมให้แพทย์แสดง
ความสามารถโดยตลอดที่จะบรรเทาผลร้ายจากการกระทำของจำเลย
เพื่อให้ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าแพทย์จะ
ทำสำเร็จเพียงใด อาจเพียงทำให้การตายบังเกิดเนิ่นช้าออกไปเท่านั้น
ก็ได้ ความไม่แน่นอนมีดังนี้ แม้พยานแพทย์เบิกความยืนยันว่าหาก
ผู้ตายอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว โอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูงก็ตาม
ก็เป็นเพียงพยานความเห็น เมื่อผู้ตายมีอายุถึง 90 ปี ความไม่แน่นอน
ในความสำเร็จในการรักษาก็มีสูงเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึง
ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลขาดตอน
แต่อย่างใด ส่วนการกระทำของญาติผู้ตายจะมีความผิดทางอาญาอย่างไร
หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ผู้เขียนหมายเหตุ
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ - สนิท นิติธรรมาศ
คำค้นหา

ทฤษฎีเงื่อนไข กฎหมายอาญา

ความรับผิดทางอาญา (ต่อ)
ตอนที่ 6.1 : ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
เรื่องที่ 6.1.1 : หลักทั่วไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
1. ความผิดใดที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลของการกระทำ เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย ตาม ม.288 จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล เพื่อจะทราบว่า
(1) ผู้กระทำเป็นเหตุให้เกิดผลหรือไม่ ???
(2) ผู้กระทำควรรับผิดในผลนั้นเพียงใด ???
(3) ถ้าผลที่เกิดไม่สัมพันธ์กับการกระทำ ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิด
2. หลักทั่วไปที่ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คือ “ผลโดยตรง” ตามทฤษฎีเงื่อนไขซึ่งมีสาระสำคัญว่า “ถ้าไม่มีการกระทำ ผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีเหตุผลอื่นๆ ร่วมด้วยก็ตาม” ตัวอย่างเช่น ม่วงต้องการฆ่าแดงให้ตาย ม่วงใช้ปืนยิงแดง แดงถูกยิงตาย ดังนั้น การตายของแดงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของม่วง เพราะถ้าม่วงไม่ยิงแดง แดงก็ไม่ตาย
3. กรณีตัวอย่าง ก. : ม่วงต้องการฆ่าแดงให้ตาย ม่วงใช้ปืนยิงแดง แดงวิ่งหนีและไปหลบซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ขณะนั้นมีฝนตกหนัก ฟ้าผ่าต้นไม้และผ่าแดงซึ่งหลบอยู่ใต้ต้นไม้นั้นถึงแก่ความตายด้วย ...........ข้อวินิจฉัยสำหรับกรณีตัวอย่างนี้ คือ
(1) ความตายของแดงเป็นผลโดยตรงจากการที่ม่วงไล่ยิง เพราะหากม่วงไม่ไล่ยิง แดงก็ไม่ไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ และก็ไม่ถูกฟ้าผ่าตาย
(2) ม่วงสมประสงค์ที่ต้องการให้แดงตาย เพียงแต่การตายของแดงมิได้เกิดจากกระสุนปืนของม่วง แต่ตายเพราะฟ้าผ่า ถือว่า การที่ฟ้าผ่าแดง เป็น “เหตุแทรกแซง” ดังนั้น การตายของแดงจึงเป็นผลโดยตรงซึ่งเกิดจากเหตุแทรกแซง
(3) ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ ม่วงจะต้องรับผิดหรือรับโทษในฐานความผิดใด ระหว่างฆ่าแดงตายโดยเจตนา ตาม ม.288 หรือพยายามฆ่า ตาม ม.288 + ม.80 ???
4. เหตุแทรกแซง คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากการกระทำของผู้กระทำในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น กฎหมายกำหนดให้นำ “ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม” มาวินิจฉัยเหตุแทรกแซงนั้น โดยใช้หลักมาตรฐานวิญญูชน กล่าวคือ
(1) ถ้าเหตุแทรกแซงนั้น วิญญูชน “คาดหมายได้” ว่าจะเกิดขึ้น ผู้กระทำก็ต้องรับผิดในผลบั้นปลายนั้น จากกรณีตัวอย่าง ก. แดงหนีไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ขณะที่มีฝนตกหนัก ซึ่งวิญญูชนย่อมคาดหมายได้ว่า ย่อมมีฟ้าผ่าเกิดขึ้น ดังนั้น ม่วงต้องรับผิดในผลบั้นปลายนั้น คือ ฆ่าแดงตายโดยเจตนา ตาม ม.288
(2) ถ้าเหตุแทรกแซงนั้น วิญญูชน “คาดหมายไม่ได้” ว่าจะเกิดขึ้น ผู้กระทำก็รับผิดเท่าที่กระทำไปแล้วก่อนเกิดเหตุแทรกแซง เช่น ในขณะที่แดงหนีไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ไม่มีฝนตกเลย แต่เกิดฟ้าผ่า กรณีเช่นนี้ วิญญูชนย่อมไม่สามารถคาดหมายได้ว่า จะเกิดฟ้าผ่า เพราะฝนไม่ได้ตก ดังนั้น ม่วงคงรับผิดแค่ฐานพยายามฆ่าแดง ตาม ม.288 + ม.80 เท่านั้น
5. ตามหลักผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไข จะใช้กับกรณีที่ผู้กระทำ “มีเจตนา” ให้ผลนั้นเกิด .......แต่ในบางกรณี ผลที่เกิดขึ้น “เกินกว่าเจตนา” ของผู้กระทำ และอาจเป็นผลให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น จะใช้หลักผลโดยตรง แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องนำหลักผลธรรมดา มาวินิจฉัยด้วย
6. ตาม ม.63 หรือที่เรียกกันว่า “ผลธรรมดา” บัญญัติว่า “ถ้าผลของการกระทำความผิดใด ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้” หมายความว่า จะต้องใช้หลัก “ผลธรรมดา” มาวินิจฉัยควบคู่กับการใช้หลัก “ผลโดยตรง” ด้วย
7. กฎหมายกำหนดให้นำ “ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม” มาวินิจฉัยผลธรรมดานั้น โดยใช้หลักวิญญูชนซึ่งสามารถ “คาดเห็น” ความเป็นไปได้ของผลนั้น กล่าวคือ
- ถ้าสามารถคาดเห็นความเป็นไปได้ = = > ผู้กระทำก็ต้องรับโทษหนักขึ้น
- ถ้าไม่สามารถคาดเห็นความเป็นไปได้ = = > ผู้กระทำก็รับโทษธรรมดา
8. กรณีตัวอย่าง ข. : แดงวางเพลิงเผาโกดังเก็บสินค้าของดำ ซึ่งดำเป็นเจ้าของและทิ้งไว้ในที่รกร้าง ปรากฏว่าขาวซึ่งเดินหลงทางแอบมานอนถูกไฟคลอกตาย ......ข้อวินิจฉัยสำหรับกรณีตัวอย่างนี้ คือ
(1) ความตายของขาวเป็นผลโดยตรงจากการเผาโกดัง เพราะหากแดงไม่วางเพลิงเผา ขาวก็ไม่ตาย
(2) ขณะที่แดงวางเพลิงเผาโกดัง แดงไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือหวังผลให้ขาวตาย เพราะแดงไม่รู้ว่าขาวแอบเข้าไปนอน และโดยสภาพของโกดังที่รกร้าง ไม่สามารถคาดเห็นความเป็นไปได้ว่าจะมีคนอยู่ในโกดังรกร้าง ดังนั้น แดงจึงรับผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ ตาม ม.218 (2) เท่านั้น
(3) แต่ถ้าโกดังเก็บสินค้านั้น ไม่ได้รกร้าง ดำยังใช้โกดังเก็บสินค้าอยู่ เช่นนี้ย่อมคาดเห็นความเป็นไปได้ว่า จะต้องมีคนอยู่ในโกดังนั้นด้วย ดังนั้น การที่ขาวหลงทางและแอบเข้าไปนอนจนถูกไฟคลอกตาย แดงจะต้องรับผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นผลให้ขาวถึงแก่ความตาย ตาม ม.224
เรื่องที่ 6.1.2 : ผลโดยตรง
1. ผลโดยตรง คือ ผลตาม “ทฤษฎีเงื่อนไข” ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “ถ้าไม่มีการกระทำ (ของจำเลย) ผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำ (ของจำเลย) นั้น แม้ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเหตุอื่นๆ ร่วมด้วยก็ตาม”
2. ทฤษฎีเงื่อนไข ที่จะนำมาวินิจฉัยความผิดในผลของผู้กระทำ มีหลักพิจารณา ดังนี้คือ
(1) ถ้าไม่มีการกระทำ ผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น ตัวอย่างเช่น
1. แดงโกรธดำ แดงชกดำล้มศีรษะดำฟาดพื้น ดำตาย เช่นนี้ความตายของดำเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของแดง เพราะหากแดงไม่ชกดำก็จะไม่ล้ม หากไม่ล้มก็จะไม่ตาย แดงจึงมีความผิดฐานฆ่าดำตายโดยไม่เจตนา ตาม ม.296
2. แดงโกรธม่วง แดงต้องการฆ่าม่วงให้ตาย เอาปืนเล็งไปที่ม่วงแต่ยังไม่ทันได้ลั่นไกปืน ม่วงเห็นเหตุการณ์เข้าจึงตกใจตายเสียก่อน เช่นนี้ความตายของม่วงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของแดง เพราะหากแดงไม่เล็งปืน ม่วงก็จะไม่ตกใจและจะไม่ตาย แดงจึงมีความผิดฐานฆ่าม่วงตายโดยเจตนา ตาม ม.288
(2) ถ้าไม่มีการกระทำ ผลก็ยังเกิด จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้นไม่ได้ ตัวอย่างเช่น
แดงขับรถไปตามถนนด้วยความเร็วสูง ดำวิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด รถของแดงชนดำตาย หากแดงพิสูจน์ได้ว่า ถึงแม้ตนจะไม่ขับรถเร็ว รถของตนก็จะต้องชนดำตายอยู่นั่นเอง เพราะดำวิ่งตัดหน้ารถของแดงกระชั้นชิดมาก แดงก็ไม่ต้องรับผิดตาม ม.291 เพราะความตายของดำไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของแดง เนื่องจากว่า แม้แดงจะไม่กระทำโดยประมาท กล่าวคือ ไม่ขับรถเร็ว ผลก็ยังเกิด คือดำก็ยังต้องตายอยู่นั่นเอง เพราะวิ่งตัดหน้ารถกระชั้นชิดมาก แดงจึงมีความผิดเพียงขับรถโดยประมาทตาม พรบ. จราจรทางบกเท่านั้น
(3) แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีเหตุอื่นๆ ประกอบก็ตาม หากไม่มีการกระทำแล้ว ผลไม่เกิด จึงต้องถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น ตัวอย่างเช่น
แดงและขาวต่างคนต่างต้องการให้ดำตาย แดงและขาวจึงต่างคนต่างหลอกให้ดำกินน้ำส้มผสมยาพิษ โดยให้กินพร้อมๆ กัน ขนาดของยาพิษที่แดงให้มีจำนวน 2 แกรม และขนาดยาพิษที่ขาวให้มีจำนวน 2 แกรม เท่าๆ กัน ซึ่งดำต้องกิน 4 แกรม จึงจะตาย .........เช่นนี้ถือว่าความตายของดำเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของแดง และจากการกระทำของขาว เพราะถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ทำ ผลไม่เกิด จึงถือว่าผลนั้นเกิดจากการกระทำของทั้งสองคน แดงและขาวต่างคนต่างต้องรับผิด (ไม่ใช่ตัวการร่วมตาม ม.83) ในความตายของดำในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ม.288
3. ข้อยกเว้นของทฤษฎีเงื่อนไข : หากการกระทำของจำเลยแต่ละคน ในตัวเองเป็นการเพียงพออยู่แล้วที่จะก่อให้เกิดผลขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของจำเลยคนอื่นๆ เช่นนี้ผู้ที่กระทำการนั้นแต่ละคนก็จะต้องรับผิดในผลนั้น ตัวอย่างเช่น
ตามข้อเท็จจริงข้างต้น หากยาพิษที่แดงและขาวต่างคนต่างให้ดำกินพร้อมๆ กันนั้นมีปริมาณ 4 แกรม เท่ากัน .........เช่นนี้ถือว่า หากแดงไม่ให้ ดำก็ตาย หรือหากขาวไม่ให้ ดำก็ตาย หากใช้ทฤษฎีเงื่อนไขโดยเคร่งครัดก็จะกลายเป็นว่า แดงรับผิดเพียงพยายามฆ่าดำ (เพราะหากแดงไม่ให้ดำก็ตายจากยาพิษของขาว) และขาวก็จะรับผิดเพียงแต่พยายามฆ่าดำเช่นกัน (เพราะหากขาวไม่ให้ดำก็ตายจากยาพิษของแดง) ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีเงื่อนไขจึงต้องมีข้อยกเว้น โดยถือหลักว่า หากการกระทำของแต่ละคนเพียงพอในตัวเอง (โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของคนอื่น) ที่จะก่อให้เกิดผล ผู้กระทำแต่ละคนจะต้องรับผิดในผลนั้น โดยอาศัยหลักนี้ แดงและขาวต่างต้องรับผิดในความตายของดำตาม ม.288
เรื่องที่ 6.1.3 : ผลโดยตรงซึ่งเกิดจากเหตุแทรกแซง
1. เหตุแทรกแซง คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากการกระทำของผู้กระทำในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น
2. การวินิจฉัยผลโดยตรงในบั้นปลาย ซึ่งเกิดจาดเหตุแทรกแซงนั้น ใช้หลัก “ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม” เพื่อพิจารณาว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่
3. โดยหลักแล้ว การวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำต่อผลที่เกิดขึ้น จะต้องใช้ “ทฤษฎีเงื่อนไข” เสมอ แต่ในกรณีที่ผลนั้นเกิดจากเหตุแทรกแซง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการกระทำของผู้กระทำ จะต้องใช้ “ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม” แทน
4. ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม หมายความว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่ หากเหมาสมผู้กระทำก็ต้องรับผิดในผลนั้น หากไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องรับผิด ........การพิจารณานั้นจะต้องนำหลัก “ความคาดหมาย” มาใช้ กล่าวคือ
- หากเหตุแทรกแซงนั้น “คาดหมายได้” ผู้กระทำในตอนแรกต้องรับผิดในผลสุดท้ายนั้น

- หากเหตุแทรกแซงนั้น “คาดหมายไม่ได้” ผู้กระทำในตอนแรกก็ไม่ต้องรับผิดในผลสุดท้าย แต่ต้องรับ
ผิดเท่าที่กระทำไปแล้วก่อนเกิดเหตุแทรกแซง
5. เหตุแทรกแซง เกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น
(1) เหตุแทรกแซงที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า ลมพายุ การกระทำของสัตว์ ดังตัวอย่างข้างต้น เป็นเหตุแทรกแซงที่เกิดจากฟ้าผ่า
(2) เหตุแทรกแซงที่เกิดจากการกระทำของผู้กระทำ เช่น ดำทำร้ายแดงจนสลบ ดำคิดว่าแดงถูกตนทำร้ายจนตาย ดำกลัวความผิด จึงนำแดงแขวนคอไว้กับต้นไม้ เพื่อให้เข้าใจไปว่าแดงแขวนคอตายเอง ปรากฏว่าแดงตายเพราะแขวนคอ จะเห็นได้ว่า แดงตายเพราะถูกแขวนคอ การที่ดำนำแดงไปแขวนคอจนแดงตายจึงเป็นเหตุแทรกแซง ซึ่งเกิดขึ้นจากดำซึ่งเป็นผู้ริเริ่มต้นทำร้ายแดงในตอนแรกนั่นเอง
(3) เหตุแทรกแซงที่เกิดจากการกระทำของผู้เสียหาย เช่น ม่วงทำร้ายเหลืองบาดเจ็บ ระหว่างที่เหลืองรักษาตัวที่โรงพยาบาล เหลืองเกิดความกลุ้มใจที่ต้องมานอนเจ็บ ไม่มีโอกาสไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลืองเป็นหนี้คนอื่นๆ อยู่ได้ เหลืองจึงตัดสินใจยิงตัวตายเพื่อหนีหนี้สิน เช่นนี้ต้องถือว่า การฆ่าตัวตายของผู้เสียหายคือเหลืองเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้ ......แต่ถ้าเหลืองฆ่าตัวตายเพราะทนพิษบาดแผลจากการถูกทำร้ายไม่ได้ หรือการที่ถูกทำร้ายทำให้เหลืองขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจึงฆ่าตัวตาย เช่นนี้อาจต้องถือว่า การกระทำของเหลืองเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้ และทำให้ม่วงต้องรับผิดฐานฆ่าเหลืองตายโดยไม่เจตนาตาม ม.290 (ไม่ผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ตาม ม.288 เพราะเจตนาในตอนแรกเป็นเพียงทำร้ายเท่านั้น)
(4) เหตุแทรกแซงที่เกิดจากการกระทำของบุคคลที่สาม เช่น ใหญ่ทำร้ายอ้วนบาดเจ็บ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดบาดแผลของอ้วนประมาท ใช้อุปกรณ์ในการผ่าตัดที่ไม่สะอาด ทำให้เชื้อโรคจากอุปกรณ์ผ่าตัดนั้นเข้าไปในร่างกายของอ้วน และทำให้อ้วนตาย เช่นนี้ถือว่า ใหญ่ต้องรับผิดในความตายของอ้วน เพราะการกระทำโดยประมาทของแพทย์ มิใช่สิ่งที่ผิดปกติธรรมดาจนถึงกับคาดหมายไม่ได้ ใหญ่ต้องรับผิดในความตายของอ้วน แม้ว่าแพทย์จะต้องรับผิดในความตายของอ้วนตาม ม.291 ก็ตาม
6. ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุแทรกแซง คือว่าหากเป็นเหตุที่มีอยู่แล้วในขณะกระทำ ไม่ถือเป็นเหตุแทรกแซง เช่น เขียวโกรธเหลืองจึงทำร้ายเหลืองด้วยการใช้มือตบศีรษะเหลือง ปรากฏว่าเหลืองตายเพราะมีกะโหลกศีรษะบางเป็นพิเศษ เช่นนี้ไม่ถือว่า การมีกะโหลกศีรษะบางเป็นเหตุแทรกแซง เพราะเป็นเหตุที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่เขียวจะทำร้ายเหลือง
เรื่องที่ 6.1.4 : ผลธรรมดา
1. มาตรา 63 หรือเรียกว่า “ผลธรรมดา” บัญญัติว่า “ ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษ หนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้” หมายความว่า ผลของการกระทำความผิดใด ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลนั้นจะต้องเป็น “ผลโดยตรง” (ตามหลักทั่วไป) และจะต้องเป็น “ผลธรรมดา” ด้วย
2. มาตราตัวอย่างของผลของการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น เช่น
(1) ผลตาม ม.224 (วางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย) ซึ่งทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นจาก ม.217 (วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น) ม.218 (วางเพลิงเผาทรัพย์สำคัญ) ม.221 (ทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย) หรือ ม.222 (ทำให้เกิดระเบิดจนเป็นอันตรายแก่ทรัพย์)
(2) ผลตาม ม.238 (การรับโทษหนักขึ้นตาม ม.226-227) ซึ่งทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นจาก ม.226 (ทำอันตรายแก่สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร สายไฟฟ้า ฯลฯ จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคล) หรือ ม.227 (ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการควบคุมการก่อสร้าง)
(3) ผลตาม ม.280 (อนาจารเหตุฉกรรจ์) ซึ่งทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นจาก ม.278 (อนาจารบุคคลอายุกว่า 15 ปี) และ ม.279 (อนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี)
(4) ผลตาม ม.297 (ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นอันตรายสาหัส) ซึ่งทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นจาก ม.295 (ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ)
3. กรณีต่างๆ เหล่านี้ มีข้อพิจารณาว่า ในขณะกระทำ ผู้กระทำมีเจตนาต่อผลอย่างหนึ่ง แต่ในบั้นปลายกลับมีผลอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งมิใช่เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลของผู้กระทำในตอนแรก .....ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลบั้นปลายที่เป็น “ผลธรรมดา” เท่านั้น
4. ผลธรรมดา ตาม ม.63 คือผลที่ใช้ “ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม” ในการวินิจฉัย โดยมีหลักว่า เป็นผลที่วิญญูชนสามารถคาดเห็นความเป็นไปได้ของผลนั้น
ตอนที่ 6.2 : ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลในความผิดบางมาตรา
เรื่องที่ 6.2.1 : ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลในความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
1. บางครั้งผู้กระทำมีเจตนาแค่ทำร้าย ตาม ม.295 (ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ) แต่การทำร้ายนั้นเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ตาม ม.290 ปัญหาที่จะต้องพิจารณาคือ จะใช้หลักใดวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำคือการทำร้ายร่างกาย และผลคือความตายของผู้ถูกกระทำ ซึ่งเรื่องนี้เกิดมีความเห็นเป็น 2 แนว คือ
(1) ความเห็นแรก ถือว่า ต้องใช้หลักผลธรรมดา ตาม ม.63 ในการวินิจฉัย เนื่องจาก ม.290 เป็นบทหนักของ ม.295 และ ม.391
(2) ความเห็นที่สอง ถือว่า ม.290 มิใช่บทหนักของ ม.295 จึงไม่จำเป็นต้องใช้หลักผลธรรมดาตาม ม.63 วินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล แต่ใช้หลักทั่วไปคือ ผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไข และถ้ามีเหตุแทรกแซงเกิดขึ้น ก็ใช้ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมในการวินิจฉัยเหตุแทรกแซงนั้น
2. ตัวอย่างเช่น คู่รักทะเลาะกัน แล้วหญิงข่วนหน้าชายเพียงเลือดออกซิบๆ ภายหลังชายรักษาบาดแผลไม่ดี เชื้อบาดทะยักเข้าแผลนั้นจนชายนั้นถึงแก่ความตาย
(1) ถ้าวินิจฉัยโดยใช้หลักผลธรรมดา ต้องถือว่า หญิงไม่มีความผิดตาม ม.290 (มิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย) เพราะการข่วนหน้านั้น ตามธรรมดาย่อมไม่ทำให้คนตายได้ จึงไม่เข้าลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ตามหลักธรรมดาในความหมายที่ใช้อยู่ใน ม.63 หญิงคู่รักจึงมีความผิดลหุโทษตาม ม.391 (ใช้กำลังทำร้ายไม่เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ) เท่านั้น
(2) ถ้าวินิจฉัยโดยใช้หลักผลโดยตรง ต้องถือว่า การที่ชายรักษาบาดแผลไม่ดี เชื้อบาดทะยักเข้าบาดแผลจนชายนั้นตาย เป็นเหตุแทรกแซงที่เกิดขึ้นภายหลังจากหญิงข่วนหน้า ซึ่งถือว่าคาดหมายได้ ผลก็คือ หญิงต้องรับผิดในความตายของชาย เพราะความตายของชายสัมพันธ์กับการกระทำของหญิงในตอนแรก หญิงต้องรับผิดตาม ม.290
3. ตัวอย่างฎีกา ฎ.442 / 2502 ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยแทง แม่ถึงว่าเนื่องจากรักษาบาดแผลไม่ดี เพราะบาดแผลเน่าจึงเป็นพิษก็ดี แต่ก็เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา .......ฎีกานี้พิพากษาโดยใช้หลักผลธรรมดาในการวินิจฉัย
เรื่องที่ 6.2.2 : ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
1. ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตาม ม.295 จะต้องมีผลคือ เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า อันตรายแก่กายและจิตใจดังกล่าวเป็นผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจากการทำร้ายตาม ม.391 (ใช้กำลังทำร้ายไม่เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ) หรือไม่ ในเรื่องนี้เกิดมีความเห็นเป็น 2 แนว เช่นกัน คือ
(1) ความเห็นแรก ถือว่า ต้องใช้หลักผลธรรมดาตาม ม.63 ในการวินิจฉัย เนื่องจาก ม.295 เป็นบทหนักของ ม.391
(2) ความเห็นที่สอง ถือว่า ม.295 มิใช่บทหนักของ ม.391 เนื่องจากการทำร้ายตาม ม.295 และการใช้กำลังทำร้ายตาม ม.391 ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ การทำร้ายตาม ม.295 ไม่ต้องใช้กำลังก็ได้ แต่การทำร้ายตาม ม.391 ต้องใช้กำลัง หากไม่ใช้กำลังก็ไม่มีความผิด
2. ตัวอย่าง แดงโกรธดำจึงหยิกดำที่แขน ปรากฏว่าเกิดรอยช้ำแดงและเลือดออกเล็กน้อย ดำรักษาบาดแผลไม่ดี ทำให้แผลลุกลามเกิดเป็นอันตรายแก่กาย แดงจะมีความผิดอย่างใด
(1) ถ้าวินิจฉัยโดยใช้หลักผลธรรมดา ต้องถือว่า แดงมีความผิดตาม ม.295 (ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ) เพราะการหยิกแขนจนเกิดรอยแดงและเลือดออกเล็กน้อย ตามธรรมดาย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดแผลลุกลามจนเกิดเป็นอันตรายแก่กายได้ แดงจึงมีความผิดตาม ม.295
(3) ถ้าวินิจฉัยโดยใช้หลักผลโดยตรง ต้องถือว่า แดงไม่ผิดตาม ม.295 เพราะแดงไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายดำจนเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจเลย จะนำเหตุแทรกแซงตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมมาใช้ไม่ได้ กรณีนี้แดงอาจผิดฐานทำร้ายร่างกายโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ม.390 ได้

August 08

ทำบ้าอะไร

อย่างน้อยวันนี้ก็ทำผิดซะ 
รู้สึกไม่ดีเลย
นึกอะไรไม่ออก
คนเรานี่ก็แปลก อยุ่ดีๆไม่มีปัญหาก็สร้างปัญหาขึ้นมา
แต่ก็ดีที่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร
 
July 26

สอบกฎหมายต้องมีส่วนได้เสีย

เอาหล่ะได้เวลาชี้ชะตาแล้ว  ขอดูพรสวรรค์หน่อยสิ  พรแสวงของแกคงเอาออกมาใช้ไม่ทันหรอกตอนนี้  เวลานี้จะได้พิสูจน์พรสวรรค์ที่ติดตัวมาว่ามีมากน้อยแค่ใหนมันยังเหลืออยู่หรือป่าว  อยากจะเห็นนักนะว่าจะเป็นอย่างที่เคยเป็นหรือป่าว  เด๊ยวได้รู้กัน  แต่ว่าทำไมละเมิดต้องสอบนอกตารางด้วยไม่เข้าใจจริงๆ  แต่ก็ดี  แค่นี้ก็หลายมาตราละ  ท่องไปได้สามแล้วนะครับ 555  ปกติเขานั่งหน้าเครียดกัน ไอ้เรายังกะสอบคณิต  ไม่ต้องคิดอะไรใส่อย่างเดียว  วันเดียวก็ทำได้  ไม่มีอะไรทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน ถ้าจะทำ  พลร่มทำงานเป็นวินาที  จำเอาไว้  อ่านหนังสือเป็นวินาที (หลับสักสี่ห้าชั่วโมง  )
 
ให้ลืมทุกข์โศกในใจไปเสียสิ้น
สร้างชีวินด้วยปัจจุบันทันสมัย
อนาคตนั้นยังอยู่อีกแสนไกล
สร้างวันใหม่ด้วยวันนี้ให้ดีเอย  (แต่งได้ไงยังงง)
                                  
                                            ++++ท่านคือใคร ?...... นักเรียนพาราเซล
                                            ++++มาจากใหน ?...... มาจากฟ้า 
                                            ++++มาทำไม ?.........มาฝึกๆ 
                                             พันใหน 41 (หมวกแดง)  สี่หนึ่งๆ ความทุกข์ที่เกินทนจะหลอมคนให้ทนทาน
                       เรากินเพื่ออยู่ เราต่อสู้เพื่อชาติ วินัยสร้างศักดิศรี  ซื่อสัตย์สร้างความดี สามัคคีสร้างพลัง
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ  ฉันก็เจอ เรื่องราวร้ายๆเข้ามา ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่า แข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
 
ชีวิตยังเหลืออีกสองอย่างเท่านั้น
เก็บใบปริญญาไปผูกหางหมา  กับ เอาเงินตราไปใช้หนี้
ชีวิตใครจะดีเท่าแกอีก หามีไม่แล้ว
บวชก็บวชแล้ว
ทหารก็ไม่ต้องเกณฑ์
พร้อมตายทุก 24 ชั่วโมง
555 กลับไปอ่านหนังสือซะ
 
July 23

ไอ้คนดีเอ้ย

ชีวิตเกิดมาเพื่อที่จะเป็นคนดี
เพราะต้องการให้ตัวเองดีจึงไม่อยากเลว
เพราะเชื่อในความดีว่าความดีจะรักษาคนดี
เพราะเป็นคนดีจึงเสียทีคนเลว
เพราะไว้ใจจึงต้องพลั้งพลาดไป 
เพราะพลั้งพลาดไปจึงเป็นตราบาปในใจ
เพราะเป็นคนดีจึงต้องรักษาความดี
เพราะต้องรักษาความดีจึงต้องรักษาคำพูด
เพราะต้องรักจึงต้องเจ็บ
เพราะเจ็บจึงต้องเสียใจ
เพราะมีตราบาปในใจจึงไม่มั่นใจที่จะรัก
อยากให้ทุกคนรักเดียวใจเดียวเพราะจะได้สมหวัง
ถ้ารักก็จงลืมคำว่าเสียใจ
เป็นคนดี มันก็เป็นอย่างนี้ละ ขอให้พี่จงเป็นคนดี อีกต่อไป เพราะสักวัน คนดีๆ ก็คงมีมาเพื่อตัวพี่เองใคร ทำดีกับเราคนนั้นก็จะมาหาเราเอง ขอโทษด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น สัญญาว่าจะไม่ลืมวันและเวลาที่เราแค่เจอกัน สักวันเราอาจเจอกันอีกก็เป็นด้าย มีความสุขนะที่ได้เจอพี่ ขอโทษจากใจจริง
July 15

โครตรักเอ็งเลย

วันนี้ได้หยุดหักผ่อนซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน   ไม่ได้ซักผ้าเลยดิ๊  ฟักทองที่พระราชวังแวร์ไซน์โตแล้ว หยุดเสาอาทิตย์ไม่มีเรียนก็ดีเหมือนกันจะได้พิมพ์งานให้เสร็จ ชีวิตไร้สาระสิ้นดีเลยนะ  เว็บรุ่นน่ะเมื่อไหร่จาเสร็จ  แกะเทปล่ะเมื่อไหร่จะเสร็จ  ยังจะมัวไปถ่ายรูปอีกแน่ะ  ดูซิคนเรามันทำกันได้  เหวไหลจิงๆเลย 
July 05

แป๊ปๆจะสอบมิดเทอมแล้วสิ

เวลาผ่านไปไวมากเลยนะเนี่ยะ  ยังทำอะไรไม่เสร็จตั้งหลายอย่าง  เว็บบอร์ดคณะดันมาเจอแฮกอีก  จะได้อ่านหหนังสือสอบมั๊ยล่ะนั่น  สงสัยแก้ตายเลย   จะปล่อยตามเวรตามกรรมดีมั๊ยเนี่ยะ  หรือจะหยุดยั้งเอาไว้ก่อน   แต่เซ้งชะมัด  กลับบ้านไปช่วยพ่อทำไร่ทำนาดีกว่ามะ  เริ่มเบื่อๆ  
June 08

จบบิกินนิ่งแค้มแล้ว

      ก่อนจะบรรยายต่อไป  เสียดายแฮนดี้ไดร์  เฮ้ออุตสาห์ ซ้อมาจะมาอัดคำบรรยาย  กฎหมายซักหน่อย  เปียกน้ำฝนตกใช้ไม่ได้เลย เสียดายภาพที่อยู่ข้างใน  ภาพของชมรมยูนิเซฟ ที่ผมยุบลงเองกับมือ  ว้าๆๆ ใครช่วยสนับสนุนงบประมาณที่สิ  1400 บาท  จ้างให้ช่วยทำอะไรหน่อยก็ได้
       มาต่อกันด้วยบิกินนิ่งแค้มปีนี้เป็นสต๊าฟ  อยู่บ้านเอ  อะโลฮา  เพิ่งเสร็จค่ายไปเมื่อ บ่ายสองของวันนี้นอนหลับไปซักพักมีงานต่ออีกแล้ว ดีๆชอบๆ  บ้างาน บ้าเรียน  จะได้กลับมาเก่งอีกครั้ง   คุมเทคนิควันน้องมาปฐมนิเทศ  คุมก็คุม  วัดใจกันไปเลย
สมแล้วที่เป็นพลร่ม ทำงานเป็นวินาที อย่างนี้หล่ะกำลังพอดีในชีวิต  ต้องเร่งเกรดไปด้วย  เป็นตัวของตัวเองมาก  หวังว่าคงไม่เร่งจนโดนไทน์นะ  5555   ยังไม่ได้หากฎหมายให้น้องชายเลยนะ  พันเอ๋ยพี่งานยุ่ง  แต่พี่จะหาให้ให้ได้ไม่ต้องห่วง  พี่บ้าและทำทุกอย่างให้ได้อยู่แล้ว  ยังไงก็จะส่งหนังสือไปให้ก่อนแล้วกันนะ  จะได้สอบให้ผ่านมาแข่ง วันระพีที่นิติมอนอ  จะได้พาเที่ยวไง  อยากให้มามากๆ  ไอ้น้องชาย  หวังว่าเอ็งจะไม่ทำกิจกรรมจนเป็นอย่างพี่นะ 
June 04

มันก็น่าคิดอยู่นะ

ไปเจอในบอร์ดของสภา 
เก็บไว้อ่านตอนแก่ๆ
... เวลานี้เราขาดคนที่จะยอมตนเป็นอิฐก้อนแรกที่ทิ้งลงไปและจมอยู่ที่นั่น เพื่อให้ก้อนอื่นๆ ถมทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้วเจ้าก้อนที่จะปรากฏเป็นผู้รู้จักของสังคม ก็คือก้อนที่อยู่เหนือก้อนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกสุดก็จมดินอยู่นั่นเอง เราหาคนอย่างนี้ไม่ค่อยได้ จึงไม่ค่อยมีอะไรใหม่ที่มีคุณค่าออกมา เพราะน้ำจิตน้ำใจแห่งการเสียสละของเรายังอบรมกัน ได้ผลน้อยเต็มที ....

 

คนที่ทำอะไรเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว
แม้ว่ามันจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิต สิ่งหนึ่ง
ที่ทำอะไรเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด
แต่...........คนที่มีชีวิตเพื่อสังคม
แม้จะเป็นเพียงแสงเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มีความอบอุ่น
และมันก็คงภูมิใจที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่คนอื่นได้
แม้ว่าตัวมันเองจะต้องลุกไหม้ไปก็ตาม
บางคนคิดเรื่องอิ่มท้อง แต่บางคนก็คิดเรื่องอิ่มใจ... ก็อุดมการณ์มันกินไม่ได้นี่น่า...

 

*****ส่วนความคิดผมตอนนี้น่ะเหรอ  ไม่มีคำว่าอุดมการณ์  ผมทิ้งมันไปกับรอยขีดเขียนบนแผ่นดินที่ไร่ของเพื่อนที่มีน้ำตกผ่าน เมื่อวันนั้น  วันที่เพื่อนผมเมา  ผมได้เห็นความคิดของเพื่อนรัฐศาสตร์ที่เป็นแบบอนุรักษณ์นิยม  กับ ความคิดก้าวหน้ากว่าโมเดลลิ่งค์  ถึงแม้จะเป็นเพียงคำพูดจากคนเมา  แต่นั่นแหละ  มันเป็นส่วนลึกที่อยู่ภายในจิตใจของเพื่อนๆผม    ใช่แล้ว   อุดมการณ์มันทำให้เพื่อนอยากจะบิน  แต่สถานการณ์มันทำให้เพื่อนต้องห่วงข้างหลัง  บินขึ้นสู่ฟ้าไม่ได้  ถ้าไม่มีคนที่อยู่ข้างหลังคงมาไม่ได้ถึงขนาดนี้    สิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่ต้องทำมันช่างขัดกันซะเหลือเกิน*****

         

May 29

รักแท้คือแม่ข้า รองลงมาคือน้องเมีย

วันนี้น้องมาสอบสัมภาษณ์แล้วนะ เทอมนี้ผมคงต้องทำงานหนักขึ้นและเรียนหนักขึ้นแบบสุดๆ  จะพยายามไม่ให้อะไรมาขวางผมได้  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นอย่างที่ผมคิดหรือไม่  ผมจะดึงความสามรถของตัวเองทั้งหมดออกมาให้พวกคุณๆได้เห็น  ในแบบที่หลายคนอาจไม่เคยได้เห็นมาก่อน  แล้วคุณจะรู้ว่าผมเป็นใคร ผมเดคยทำอะไร แล้วผมกำลังจะทำอะไร  การที่ผมทำแบบนี้เป็นการเสี่ยงมากๆ   ผมไม่รู้ว่าถ้าผมล้มลงมาเมื่อใดจะมีคนเคียงข้างผมสักกี่คน  แต่ก็นั่นแหละ  ผมเลือกที่จะทำสิ่งนี้  วันนึง  ผมก้จะรู้มันเอง  ผมจะแก้ไขความผิดพลาดในมัธยมที่ทำให้ผมเบื่อหน่าย  ผมจะข้ามขีดจำกัดของคำว่าคนดีแล้วทิ้งมันๆไป   ทุกคนที่อยู่ใกล้จะได้เห็นทุกมุม  แล้วจะรู้ว่าคนแบบนี้ก็มีในโลก
May 27

ช๊อค!ซินิม่า

หัวใจแทบหยุดเต้นเลยเมื่อคืน  ช่วยกิ่งทำเว็บอยู่ดีๆดันไปเปิดดูเกรด  ได้บี + ครับท่าน  รัฐธรรมนูญ  วิชาสุดท้าย  ดีใจสุดๆแทบกระโดดโลดเต้นในหอเพื่อนเลย   แต่พาลนึกไปดูของจอน  รูมเเมท  มันได้เอฟๆๆๆๆๆ  วิชาสุดท้าย เกรดไม่ถึงแล้วก็ไทน์....โอ้ยอยากจะบ้าตาย ทำอะไรไม่ถูก   หัวใจแทบหยุดเต้น   งานทำต่อไม่ได้  พาลนึกไปถึงเรื่องอื่นๆๆๆๆ  อารมณ์นี้....เจออีกแล้ว  รู้สึกกลับมาจากบวชเนี่ยะ  จะเป็นตัวของตัวเองมากไปหน่อยรึป่าวก็ไม่รู้  แต่รู้สึกว่าใช้จิตใต้สำนึกเยอะไปหน่อย